วัชระพล สั่ง ประมงทุกจังหวัด ลุย 3 มาตรการกำจัดปลาหมอคางดำเข้มข้น ย้ำดำเนินการทันที
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่กรมประมง นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมมอบนโยบายขับเคลื่อนงานกรมประมง ว่า สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในหลายพื้นที่ ทางกรมประมงมีมาตรการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว และตนได้รับรายงานสถานการณ์จากผู้บริหารกรมทุกวัน แต่จากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนในขณะนี้ ตนจึงได้เน้นย้ำให้เพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินงาน โดยกำหนดมาตรการหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1.การจำกัดพื้นที่การแพร่ระบาดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด 2.การเร่งกำจัดปลาหมอคางดำ และ 3.การนำไปใช้ประโยชน์ให้เกิดมูลค่าสูงสุด ซึ่งได้สั่งการให้อธิบดี รองอธิบดี และประมงจังหวัดทุกพื้นที่ดำเนินการทันทีอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรอกรอบระยะเวลา
“เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ผมได้สั่งการให้ผู้บริหารและประมงจังหวัดในพื้นที่เสี่ยง อาทิ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ ชลบุรี และระยอง ลงพื้นที่ปฏิบัติตามมาตรการทันทีทุกวัน โดยไม่มีกรอบระยะเวลาผ่อนปรน เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดให้เร็วที่สุด” นายวัชระพล กล่าว
นายวัชระพล กล่าวว่า ปัจจุบันกรมประมงได้ส่งเสริมการนำปลาหมอคางดำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย ทั้งปลาแดดเดียว น้ำปลา และปลาร้า รวมถึงการผลิตน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีจากเกษตรกรในหลายจังหวัด พร้อมยืนยันว่า ปลาหมอคางดำสามารถบริโภคได้ตามปกติ รสชาติไม่แตกต่างจากปลานิล โดยรัฐบาลต้องการผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดและสร้างรายได้ให้กับชุมชนควบคู่กันไป ส่วนความคืบหน้าด้านการควบคุมประชากรปลาด้วยการทำหมัน (ปลาโครโมโซม 4n) ที่เคยเริ่มดำเนินการในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีนั้น ทางกระทรวงฯ กำลังติดตามผลสัมฤทธิ์อย่างใกล้ชิด

นายวัชระพล กล่าวว่า ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดนโยบายด้านประมงโดยเน้นการทำงานหลัก 4 ด้าน เพื่อยกระดับภาคประมงไทยให้กลับมาเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ
ประกอบด้วย 1.การจัดการระบบนิเวศ (Biodiversity & Balance) ที่มุ่งจัดการวิกฤตโดยเฉพาะการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่จะต้องเป็นวาระเร่งด่วน โดยสั่งการให้มีการรายงานสถานการณ์รายวันเพื่อจำกัดพื้นที่การแพร่ระบาดและส่งเสริมการนำไปใช้ประโยชน์ให้เกิดผลชัดเจนรวมถึงการฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ตามแนวคิดใน”น้ำมีปลา“ 2.การยกระดับคุณภาพชีวิตและกฎหมายให้เป็นธรรมครับประชาชน (Life and Local Empowerment & Legal Justification) โดยมุ่งเน้นการยกระดับการแก้ปัญหาต้นทุนพลังงานให้กับชาวประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ และข้อจำกัดด้านกฎหมายการประมงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน 3.การยกระดับการเพาะเลี้ยงด้วยเกษตรอัจฉริยะ (Upgrading Technology) ซึ่งถือเป็นนโยบายสำคัญที่กระทรวงฯ ให้ความสำคัญผ่านแนวทาง ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ เพื่อยกระดับสู่การทำประมงอัจฉริยะ (Smart Fisheries) และมีการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้ารวมถึงการนำเทคโนโลยี AI และ IoT มาใช้กับภาคประมงอย่างมีประสิทธิภาพ และ 4.การเข้มงวดในเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดโลก( E-Traceability &Export Standard) ที่จะผลักดันผลิตภัณฑ์ประมงที่โดดเด่น (Product Champion) สู่ตลาดพรีเมี่ยม พร้อมได้สั่งการให้กรมประมงเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการที่ระบุงบประมาณและตัวชี้วัดที่ชัดเจนภายในสองสัปดาห์จากนี้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสวัสดิการและเครื่องมือการทำงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ประมงทั่วประเทศที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประมงให้กลับมาเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน
นายวัชระพล กล่าวว่า นอกจากนี้ นโยบายเร่งด่วนที่ให้กรมประมงดำเนินการทันที คือ การช่วยเหลือชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน และ การบริหารจัดการเรื่อง “น้ำมันเขียว” เนื่องจากปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชาวประมงมาอย่างต่อเนื่อง จึงมอบหมายให้กรมประมงเร่งจัดทำมาตรการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกำหนดกรอบการทำงานเร่งด่วนว่า เรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาให้ประชาชน ต้องเห็นผลภายใน 7 วัน และรายงานความคืบหน้าโดยตรง ส่วนแผนงานและนโยบายระยะยาว ให้จัดทำรายละเอียดภายใน 10 วัน เพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคต


