หน้าแรก เศรษฐกิจ ศก.ไทยระส่ำ เ...

ศก.ไทยระส่ำ เผชิญระเบิดเวลาวิกฤตแรงงานส่อโคม่า ชงรัฐ 5 ข้อเร่งแก้ หวั่นลามภัยความมั่นคง

22.05.26 | 15:46 น.

ศก.ไทยระส่ำเผชิญระเบิดเวลาวิกฤตแรงงานส่อโคม่า ชงรัฐ 5 ข้อเร่งแก้หวั่นลามภัยความมั่นคง

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม นายวิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล รองประธานกรรมการ หอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ความเสี่ยงของประเทศไทยในตอนนี้ มาจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ถูกกระทบจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล โดยไทยถูกกระทบทั้งในภาคการส่งออก การเกษตร การท่องเที่ยว และต้นทุนพลังงาน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร) คาดการณ์ว่าการส่งออกไทยเผชิญความท้าทายจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งค่าระวางเรือและค่าประกันภัยความเสี่ยงสงคราม ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวอาจสูญเสียรายได้จากกลุ่มนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ในภาพรวมประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ อาจฉุดจีดีพีของไทยให้ลดลงได้ถึง 0.1-0.8% ตามระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในศูนย์กลางของความขัดแย้ง แต่ถือเป็นระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ

นายวิบูลย์ กล่าวว่า ปัจจัยการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานและต้นทุนการค้าที่พุ่งสูง คือโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องเร่งวางแผนรับมือเพื่อประคองเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ แต่ท่ามกลางวิกฤตก็อาจเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการส่งออก เนื่องจากคาดว่าจะเกิดภาวะสินค้าขาดแคลนในบางตลาด สิ่งสำคัญคือ การบูรณาการ และไทยจะเลือกใช้เส้นทางการขนส่งใดเป็นทางเลือก อาทิ ผ่านซาอุดีอาระเบีย หรือผ่านทวีปแอฟริกาเพื่อเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ส่วนด้านการท่องเที่ยว ความไม่สงบในตะวันออกกลางอาจทำให้นักท่องเที่ยวยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มสแกนดิเนเวีย ที่เคยเดินทางไปตะวันออกกลาง เปลี่ยนจุดหมายปลายทางมายังเอเชีย อาเซียน และไทยมากขึ้นได้

นายวิบูลย์ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญที่ภาคเอกชนมีความกังวลอย่างมากคือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาโครงสร้างกำลังแรงงานที่ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงานเชิงโครงสร้างในทุกภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราการเกิดของประชากรไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้กำลังแรงงานในประเทศหดตัวลงอย่างชัดเจน ประกอบกับข้อจำกัดในการนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ ส่งผลให้สถานการณ์การขาดแคลนแรงงานทวีความรุนแรงในหลายระดับทักษะ ทั้งแรงงานไร้ฝีมือ กึ่งฝีมือ และฝีมือ โดยสมาชิกผู้ประกอบการจำนวนมากได้มีหนังสือร้องเรียนมายังคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งเป็นธุรกิจหลักที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย สะท้อนถึงการประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินกิจการ การผลิต การให้บริการ และศักยภาพในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย

Advertisement

“ท่ามกลางวิกฤตสงคราม เราอาจเห็นกลุ่มนักลงทุนหรือผู้มีฐานะจากตะวันออกกลาง มองหาพื้นที่ที่มีความปลอดภัย (Safe Area) ในการพักอาศัยหรือการลงทุน ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะในฐานะศูนย์กลางด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ประเทศไทยจึงยังมีโอกาสจากสถานการณ์วิกฤตในครั้งนี้ สวนทางกับสถานการณ์การขาดแคลนแรงงานที่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ประกอบการอย่างมาก โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง ภาคการผลิต ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง (งานเก็บผลไม้ตามฤดูกาล) และภาคบริการ ซึ่งล้วนเป็นภาคเศรษฐกิจหลักและเกี่ยวข้องกับโครงการลงทุนภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นี้” นายวิบูลย์กล่าว

นายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาแรงงานต่างด้าวขณะนี้ที่ยังไม่มีแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ภาคเอกชนมีความกังวลหนักมาก จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้กำลังแรงงานเหล่านี้กลายเป็นแรงงานนอกระบบผิดกฎหมายยากต่อการควบคุมดูแล ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคงของประเทศได้ ขณะเดียวกันควรเร่งวางแผนบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านกำลังแรงงานของประเทศ

นายสุชาติ กล่าวว่า ขอเสนอรัฐบาล 5 ข้อเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะ ได้แก่ 1.พิจารณามาตรการต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติที่อยู่ในประเทศไทย และให้มีการตรวจสอบประวัติกับฝ่ายความมั่นคง เพื่อสร้างการดูแลแรงงานอย่างเป็นระบบภายใต้เงื่อนไขอย่างเคร่งครัดชัดเจน 2.แรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติที่ได้ออกจากประเทศไทยไปแล้ว หรือลักลอบเข้าประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย ไม่ควรต่อใบอนุญาตทำงานให้คนต่างด้าวทุกกลุ่ม ทุกกรณี 3.ลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการนำเข้าและขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติที่มีนายจ้างและอยู่ในประเทศไทย 4.เร่งรัดการแก้ไขปัญหาการใช้ e-Work Permit ของกรมการจัดหางาน ให้มีความเสถียรและใช้งานสะดวกและมีประสิทธิภาพแก้ปัญหาระบบล่ม คิวเต็ม ทำให้นายจ้างและแรงงานต่างด้าวยื่นขอต่ออายุไม่ทัน และ 5.กระทรวงแรงงาน ควรวางแผนทดแทนแรงงานต่างด้าวในระยะยาว โดยการเพิ่มช่องทางการนำเข้าแรงงานต่างด้าวภายใต้เอ็มโอยูที่มี และเร่งรัดการเจรจากับประเทศต้นทาง เพื่อจัดหาและนำเข้าแรงงานจากประเทศอื่น อาทิ ศรีลังกา บังคลาเทศ และอินโดนีเซีย เพื่อป้อนภาคอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนอย่างเร่งด่วนต่อไป