หน้าแรก เศรษฐกิจ เอสเอ็มอี-โชห...

เอสเอ็มอี-โชห่วย หวังพบ อนุทิน เสนอรัฐแยกแยะแผนช่วยเหลือตรงจุด ร้านค้าโอด ‘เงินแห้ง’ การค้าหดตัวแรง

23.05.26 | 17:24 น.

เอสเอ็มอี-โชห่วย หวังพบ อนุทิน เสนอรัฐแยกแยะแผนช่วยเหลือตรงจุด ร้านค้าโอด ‘เงินแห้ง’ การค้าหดตัวแรง

 


เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม นายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย (SME Thai) เปิดเผยถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการมหาดไทย เตรียมจัดเวทีรับฟังข้อเสนอจากตัวแทนภาคเอกชนในกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมรายย่อย(SMEs) เพื่อรับฟังปัญหา ขอ้เสนอแนะจากผู้ประกอบการ หลัจากได้รับฟังผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมมาหารือแล้วเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่า ถือเป็นเรื่องดีที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลจะลงลึกถึงกลุ่มเอสเอ็มอีโดยตรง เพราะธุรกิจแต่ละขนาดมีปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะสภาพคล่องทางธุรกิจและการเข้าถึงแหล่งทุนที่เอสเอ็มอีเข้าถึงได้ต่ำกว่าควรจะเป็น ทั้งนี้ เมื่อ15 พฤษภาคมที่ผ่านมา สมาพันธ์ได้เข้าไปประชุมกับนายกฯแล้ว ซึ่งได้เสนอมาตรการ 1.กระตุ้นกำลังซื้อ กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย เพื่อสร้างยอดขายให้กระจายถึง MSMEs ทุกกลุ่ม 2.สินเชื่อเพื่อคนตัวเล็ก Micro & Small Enterprises ต้องแยกออกจากสินเชื่อเพื่อ SME 3.บริหารจัดการหนี้ครัวเรือน & หนี้การค้า 4.กฏระเบียบที่สร้างแต้มต่อให้ MSME ในการต่อสู้กับธุรกิจข้ามชาติ และ 5.ส่งเสริม & สนับสนุนให้ MSME เข้าถึง ai & technology ง่ายๆที่จำเป็น

“เชื่อว่าการเข้าพบและได้ข้อนำเสนอของสมาพันธ์ จะทำให้รัฐบาลเข้าใจถึงสถานการณ์และความแตกต่างของ Micro กับ SME จากนี้สมาพันธ์ต้องติดตามใกล้ชิดว่ารัฐบาลจะออกมาตรการช่วยเหลือที่แตกต่างกันของMicro กับ SME ทั้งเรื่องการบริหารหนี้ครัวเรือน การเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อมาแก้ปัญหาสภาพคล่องต่ำจาก ต้นทุนสูง สวนรายได้ต่ำลง จนขาดสภาพคล่อง ตอนนี้ผู้ประกอบการต้องการให้รัฐออกมาตรการทั้งตรงและอ้อมที่จะกระตุ้นใช้จ่าย เพื่อต่อลมหายใจภาคธุรกิจ ซึ่งไม่น้อยเจอปัญหาสะสมมาตั้งแต่โควิดระบาด”

นายณพพงศ์ กล่าวว่า มาตรการรัฐที่กำลังออกมา อย่างไทยช่วยไทยพลัส เป็นการกระตุ้นใช้จ่ายภาคประชาชน ก็จะต่อลมหายใจการค้าได้ 3-4 เดือนเท่านั้น เมื่อโครงการสิ้นสุดลง ไม่มีมาตรการอะไรต่อ ปัญหาสภาพคล่องก็จะกลับมา ขณะเดียวกันสมาพันธ์ กำลังติดตามผลกระทบจากการปรับอัตราค่าไฟฟ้าบ้านพักอาศัย และปัญหาขาดแรงงงาน ซึ่งเอสเอ็มอีไทยโดยรวม จะพึ่งพาแรงงาน 70% ของทั้งระบบแรงงาน หรือประมาณ 13 ล้านคน หากภาคแรงงานเจอปัญหาย่อมกระทบต่อเอสเอ็มอี ส่วนค่าไฟฟ้าขยับขึ้นย่อมกระทบต่อต้นทุนและค่าใช้จ่ายแน่นอน

Advertisement

“การแก้ปัญหาระยะยาว สมาพันธ์เน้นเสริมองค์ความรู้และขยายช่องทางให้สมาชิก เช่น ร่วมมืออาลีบาบา เปิดขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ประสานธนาคารออมสิน เอสเอ็มอีดีแบงก์ ไอแบงก์ มาช่วยเหลือผู้ประกอบการในการเข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก ” นายณพพงศ์ กล่าว

นายสมชาย พรรัตนเจริญ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย เปิดเผยว่า ตอนนี้เงินในระบบการค้าแห้งมาก การค้าขายทั่วประเทศเจอปัญหาเหมือนกันคือขายยาก คนซื้อลดลงมาก มาจากหลายสาเหตุ เช่น พฤษภาคมเป็นเดือนเปิดเทอมและมีค่าใช้จ่ายเรื่องการศึกษาเข้ามาแย่งเงินใช้จ่ายอื่นๆ หรือ กำลังรอเงินแจกจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส เดือนละ 1,000 บาท ที่จะเริ่มมิถุนายนนี้ และความวิตกต่อต้นทุนสูง ค่าใช้จ่ายแพงขึ้น ความกังวลต่อรายได้และการจ้างงานในอนาคต ยอดขายที่หายไปไม่แค่ตามร้านค้า แต่ตามตลาดนัดหรือถนนคนเดิน พบว่า เงียบเหงามาก

“เป็นเรื่องที่ดี หากนายกรัฐมนตรี จะหารือรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะลงในทุกขนาดธุรกิจ หากสมาคมฯเราได้เข้าพบในกลุ่มเอสเอ็มอีที่ว่าจะมีการเรียกไปหารือเร็วๆนี้ นั้น ผมจะเสนอให้รัฐบาลสั่งการสร้างแพลตฟอร์มกลางของประเทศไทย เพื่อเป็นทางเลือกให้ร้านค้าและรายย่อยที่จะค้าขายตรงถึงผู้บริโภค เพราะทุกวันนี้คนซื้อในออนไลน์มากขึ้น แต่แพลตฟอร์มเป็นต่างชาติ ทำให้เงินจากโครงการรัฐที่กระตุ้นการค้าส่วนหนึ่งก็ไหลออกไปต่างประเทศ ผ่านบริการแพลตฟอร์มต่างชาติ ขณะนี้ผู้ประกอบการขายบนแพลตฟอร์มก็เจอค่าใช้จ่ายสูง อัตรา30% ต่อต้นทุนสินค้าแล้ว หากบางรายมีทำเลตั้งในค้าปลีกใหญ่เจอค่าเช่าอีก 30% ต่อต้นทุนสินค้า เงินที่ผู้ค้าได้รับจริงก็จะน้อยมาก ถ้ารัฐบาลสามารถลดต้นทุนช่องทางแพลตฟอร์มและค่าเช่าลงได้ พร้อมหนุนการค้าตามตลาดนัดและถนนคนเดิน เพื่อให้รายย่อยและประชาชนได้ซื้อกันโดยตรง เป็นทางเลือกและช่วยกดดันไม่ให้สินค้าขึ้นราคาและเงินเฟ้อพุ่ง ตอนนี้แม้มีหลายสินค้าอยากขึ้นราคาแต่ตลาดไม่เอื้อก็ต้องอั้นไหวก่อน แต่หากไทยช่วยไทยพลัสเริ่มอาจมีสินค้าปรับราคาหรือเลิกจัดโปรโมชั่นมากขึ้น แม้ก็จะช่วยให้การค้าเดือนมิถุนายนดีขึ้นกว่าพฤษภาคม ซึ่งห่วงเรื่องเงินเฟ้อ หากคุมไม่ดีจะกลายเป็นปัญหาในอนาคต ” นายสมชาย กล่าว