สถาบันอาหาร–สภาหอการค้าไทย จับมือพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทย สู่เศรษฐกิจนวัตกรรมและความยั่งยืน
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม สถาบันอาหาร และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมและความยั่งยืน ณ ห้องอมรินทร์ ชั้น 3 ศูนย์การเรียนรู้อาหารไทย สถาบันอาหาร กรุงเทพมหานคร โดยมีนางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร และ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมลงนามเป็นตัวแทนสองหน่วยงาน พร้อมด้วย นางสาวรพีพร สุทาธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยอุตสาหกรรมอาหารและงานกลยุทธ์ สถาบันอาหาร และ ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต ตลอดจนคณะผู้บริหารและผู้แทนจากทั้งสองหน่วยงาน ร่วมเป็นสักขีพยาน ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิชาการและเทคโนโลยีกับเครือข่ายภาคธุรกิจ สถาบันอาหารพร้อมนำงานวิจัยและนวัตกรรมลงสู่ภาคการผลิตจริง เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก

นางสาวไปยดา กล่าวว่า สถาบันอาหาร ในฐานะหน่วยงานเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการวิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ และยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ขณะที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรหลักของภาคเอกชนที่มีเครือข่ายผู้ประกอบการ สมาคมการค้า และหอการค้าจังหวัดครอบคลุมทั่วประเทศ การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้จึงถือเป็นการผนึกกำลังระหว่างภาควิชาการ เทคโนโลยี และเครือข่ายภาคธุรกิจ เพื่อเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างยั่งยืน สำหรับความร่วมมือดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ครอบคลุมการดำเนินงาน 7 แนวทางหลัก ได้แก่ การพัฒนาวิชาการ การวิจัย และการถ่ายทอดองค์ความรู้ การร่วมกันเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อลดอุปสรรคทางการค้าและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ การส่งเสริมตลาดและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ การยกระดับมาตรฐานและพัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมอาหาร การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารตามแนวคิดเศรษฐกิจ BCG การสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และการผลักดันนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ ตลอดจนการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหาร (Food Innovation Ecosystem) เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ Startup และ SMEs ให้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี ตลาด และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถาบันอาหาร ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยจากฐานการผลิต ไปสู่ฐานนวัตกรรมอาหาร ของภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้อุตสาหกรรมอาหารจำเป็นต้องปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรมเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหารไทย ปัจจุบันประเทศไทยยังมีศักยภาพสูงในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารสำคัญของโลก ทั้งจากความเข้มแข็งของภาคเกษตร วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ และจุดแข็งด้านอาหารไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่สิ่งสำคัญในระยะต่อไป คือ การต่อยอดศักยภาพดังกล่าวสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต หรือ Future Food ไม่ว่าจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์ โปรตีนทางเลือก ตลอดจนการนำ Food Tech และ AI เข้ามาช่วยยกระดับกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ทั้งนี้ หอการค้าไทยให้ความสำคัญอย่างมากกับการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และ Startup ให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี งานวิจัย และเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเชื่อมโยงภาควิชาการ หน่วยงานวิจัย และภาคเอกชนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมกันพัฒนา Food Innovation Ecosystem ของประเทศไทย เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่ ทั้งในด้านมาตรฐาน บุคลากร เทคโนโลยี และตลาด ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรและอาหารไทย ยกระดับรายได้ให้ผู้ประกอบการ และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว สถาบันอาหาร และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จะร่วมผลักดันให้ ประเทศไทย ไม่เป็นเพียงครัวของโลกในเชิงปริมาณ แต่ต้องก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของโลกที่สามารถสร้างมูลค่า สร้างเทคโนโลยี และสร้างแบรนด์อาหารไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

