ชู DIPROM SMART Move พลิกโฉมโลจิสติกส์เอสเอ็มอีไทย

26.05.26 | 11:53 น.

ชู DIPROM SMART Move
พลิกโฉมโลจิสติกส์เอสเอ็มอีไทย

ปัจจุบันกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังเร่งขับเคลื่อนนโยบาย “ONE MIND: อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” นโยบายหลักของ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ผ่าน 4 เสาหลัก (4 Pillars) ที่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจโลก และคุณภาพชีวิตของคนไทย

ประกอบด้วย เสาแรก People Engagement การฟังเสียงประชาชน ยุติความเดือดร้อนด้วยระบบช่องทางรวมทุกปัญหาอุตสาหกรรมไว้ที่เดียว พร้อมระบบติดตามสถานะการแก้ไขปัญหาแบบรายเดือน เสาที่ 2 Policy Execution วางเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ขานรับนโยบายรัฐบาลสู่กระทรวงอุตสาหกรรม เป้าหมายเดินหน้าอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งดิจิทัล AI, เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ EV การแพทย์และสุขภาพ ผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานสำคัญของโลก

เสาที่ 3 Legal Reform ราชการทันใจ เป้าหมายคือจะต้องพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน มุ่งเป้ามาตรฐาน OECD และ เสาที่ 4 Minister’s Passion คือโจทย์สิ่งแวดล้อม และภัยพิบัติทางธรรมชาติ นโยบายผู้สูงอายุ และคนพิการ รวมถึงการเชื่อมโยงกับโลก และสืบสานต่อยอดจากฐานเดิมที่นายบรรหาร ศิลปอาชา เคยวางฐานรากไว้ เช่น จากอีสเทิร์นซีบอร์ดสู่โครงการ EEC

Advertisement

ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีวราวุธยังมองถึงโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมไทย ไม่ใช่เพียงการรักษาความสามารถในการแข่งขัน แต่ต้องเร่งสร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชนที่ถือเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ หากเอสเอ็มอียังต้องเผชิญกับภาวะวิกฤต หรือยังไม่สามารถเติบโต เศรษฐกิจฐานรากและห่วงโซ่อุตสาหกรรมของประเทศจะได้รับผลกระทบ

กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม จึงเน้นทำงานเชิงรุกเพื่อเชื่อมเทคโนโลยี นวัตกรรม เงินทุน และตลาดเข้าสู่ผู้ประกอบการให้ได้จริง รวมถึงเรื่องการปรับตัวในด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้ได้มาตรฐานสากลด้วย เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยเติบโตอย่างมั่นคง สร้างความเชื่อมั่น เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้ผู้ประกอบการ และยั่งยืนในระยะยาว

•เปิดตัว ‘DIPROM SMART Move’

ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม ระบุ ดีพร้อมอยู่ระหว่างเดินหน้ายกระดับภาคขนส่งและโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการ SMEs ไทย เปิดตัวโครงการ “DIPROM SMART Move” ระบบสารสนเทศโลจิสติกส์อัจฉริยะสำหรับงานขนส่ง มุ่งแก้ปัญหาต้นทุนพลังงานสูง ความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารเส้นทาง และการขาดข้อมูลแบบเรียลไทม์ หวังเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมวางเป้าหมายสร้างต้นแบบการบริหารจัดการขนส่งที่ลดต้นทุน เพิ่มกำไร และขยายผลสู่ระดับประเทศอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ โครงการ DIPROM SMART Move สะท้อนแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ “ดีพร้อม” ที่มุ่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับผู้ประกอบการ SMEs และภาคอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันได้ในโลกธุรกิจยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “ดีพร้อมปรับ ยกระดับ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง”

•SMEs ไทยเผชิญวิกฤตต้นทุนพุ่ง

อธิบดีณัฏฐิญาระบุ ภาคธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อม หรือ SMEs ไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้า ที่ส่งผลให้เกิดปัญหา “Supply Chain Disruption” หรือความปั่นป่วนของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ราคาวัตถุดิบ ต้นทุนพลังงานเชื้อเพลิง และค่าขนส่งยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลโดยตรงต่อสภาพคล่องและกำไรของผู้ประกอบการรายย่อย

นอกจากนี้ SMEs จำนวนมากยังประสบปัญหาขาดระบบบริหารจัดการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการวางแผนเส้นทาง การติดตามสถานะรถ การควบคุมต้นทุนเชื้อเพลิง และการเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ ส่งผลให้หลายธุรกิจสูญเสียต้นทุนแฝงโดยไม่รู้ตัว

•ชี้ 4 จุดอ่อนโลจิสติกส์ไทย

อธิบดีณัฏฐิญาระบุ ปัญหาสำคัญของระบบขนส่งแบบเดิมมี 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.ต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น จากการเดินรถที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการจัดเส้นทางผิดพลาดและสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 2.การทำงานซ้ำซ้อน ที่ยังใช้เอกสารและการสื่อสารด้วยระบบ Manual ทำให้เสียเวลาและเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย
3. กล่องดำทางข้อมูล หรือ Blind Spot ที่ไม่สามารถติดตามสถานะสินค้าได้แบบเรียลไทม์ ทำให้ควบคุมต้นทุนได้ยาก และ 4.หลักฐานสูญหาย เนื่องจากไม่มีระบบจัดเก็บข้อมูลการส่งมอบสินค้า หรือ POD (Proof of Delivery) ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของโครงการ “DIPROM SMART Move” ที่ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการโลจิสติกส์แบบครบวงจร โดยเน้นการใช้งานง่าย เหมาะกับ SMEs และสามารถทำงานได้ทั้งระบบออนไลน์และออฟไลน์

•ใช้ Cloud ลดความซับซ้อนดูแลระบบ

อธิบดีณัฏฐิญาระบุ นอกจากนี้ จุดเด่นสำคัญของระบบคือ การใช้โครงสร้างแบบ “No-Server Infrastructure” หรือระบบที่ไม่ต้องลงทุนติดตั้งเซิร์ฟเวอร์เอง แต่ใช้ Cloud Technology ผ่าน Google Sheets และระบบ Cloud ในการจัดเก็บข้อมูล ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไอทีของผู้ประกอบการ และลดความซับซ้อนในการดูแลระบบ

ขณะเดียวกัน ระบบยังรองรับการทำงานผ่านสมาร์ทโฟน สามารถใช้งานได้แม้ในพื้นที่สัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่เสถียร โดยใช้ฐานข้อมูล SQLite และระบบ Sync Auto ในการเชื่อมข้อมูลอัตโนมัติเมื่อกลับเข้าสู่พื้นที่ที่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต

•ชู 4 โมดูลแกนหลัก

อธิบดีณัฏฐิญาระบุ อีกหนึ่งจุดขายสำคัญคือ การเปิดให้ใช้งานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพียงสมัครสมาชิกกับ “ดีพร้อม” ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงฟังก์ชั่นสำคัญได้ทันที ทั้งระบบติดตามรถ ระบบแจ้งเตือน ระบบจัดการข้อมูล และ API เชื่อมต่อแผนที่ดิจิทัล เช่น Google Maps เพื่อวางแผนเส้นทางและติดตามการขนส่งแบบเรียลไทม์

ทั้งนี้ สำหรับโครงสร้างการทำงานของ DIPROM SMART Move ถูกออกแบบเป็น 4 โมดูลแกนหลัก เพื่อการบริหารแบบทเบ็ดเสร็จ ได้แก่

1.“Smart Cost” ระบบวิเคราะห์ต่อเที่ยวล่วงหน้าเพื่อช่วยผู้ประกอบการตรวจสอบค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ วิเคราะห์ต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าบำรุงรักษา และต้นทุนแฝงต่างๆ ช่วยให้สามารถวางแผนลดค่าใช้จ่ายได้อย่างแม่นยำ

2.“Smart Route” เปลี่ยนความซับซ้อนของการจัดรถให้เป็นระเบียบ ที่ช่วยสร้าง Route Template และบริหาร Dispatch เพื่อลดระยะเวลาเดินทาง ลดการใช้น้ำมัน และเพิ่มประสิทธิภาพการส่งสินค้า

3.“Smart Alert” ระบบแจ้งเตือนแบบ Real-time สำหรับติดตามสถานะรถ ระยะเวลาหยุดรถ (Dwell Time) รวมถึง KPI ด้านการขนส่ง ช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจแก้ปัญหาได้ทันที

4.“Smart Maintenance” ระบบติดตามประวัติการซ่อมบำรุงและบันทึกประวัติการใช้งานรถ เพื่อป้องกันปัญหารถเสียฉุกเฉิน และยืดอายุการใช้งานของทรัพย์สินในองค์กร

•หวังลดต้นทุนเพิ่มสภาพคล่อง

อธิบดีณัฏฐิญาตั้งเป้าหมายว่า ระบบ DIPROM SMART Move จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน และช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ดีขึ้นในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งยังผันผวนสูง นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ของ SMEs ไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับประเทศ ทั้ง ILPI, TCPS และ DIFOT เพื่อผลักดันให้ธุรกิจไทยสามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสมัยใหม่ได้อย่างเต็มรูปแบบ

นอกจากนี้ ในระยะยาวตั้งเป้าขยายผลโครงการไปยังผู้ประกอบการทั่วประเทศ เพื่อสร้างต้นแบบ “Best Practice” ด้านโลจิสติกส์ดิจิทัลสำหรับ SMEs ไทย และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะ หรือ Industry 4.0 ตามนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรม

อธิบดีณัฏฐิญาเน้นย้ำว่า ดีพร้อมจะส่งเสริม พัฒนา และยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ไทย ผ่านการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้สมัยใหม่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากและภาคอุตสาหกรรมของประเทศอย่างยั่งยืน