หน้าแรก เศรษฐกิจ สศช.กางภาวะสั...

สศช.กางภาวะสังคมไทย ห่วงว่างงานพุ่ง-เอไอเขย่า2.2ล.ตำแหน่ง

26.05.26 | 11:51 น.

สศช.กางภาวะสังคมไทย
ห่วงว่างงานพุ่ง-เอไอเขย่า2.2ล.ตำแหน่ง

หมายเหตุนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาส 1/2569

อัตราการจ้างงานมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น และการเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังลดลง โดยอัตราการว่างงาน หนี้ครัวเรือน (ไตรมาส 4 ปี 2568) การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแย่ลง ซึ่งในส่วนของการจ้างงานไตรมาส 1 ที่ผ่านมาพบว่า การจ้างงานบวก 4.6% จากภาคเกษตรกรรมที่ฟื้นตัว บวก 6.2% จำนวนประมาณ 11.3 ล้านคน มีกำลังแรงงานรอฤดูการผลิตใหม่ลดลง 5.6% และนอกภาคเกษตรกรรมที่ขยายตัวต่อเนื่อง บวก 4% จำนวน 29.9 ล้านคน ภาวะการทำงานล่วงเวลา อยู่ที่ 6.1 ล้านคน บวก 4.1% ผู้ทำงานต่ำระดับ อยู่ที่ 1.9 แสนคน บวก 5.4%

ส่วนอัตราการว่างงานรวมเพิ่มขึ้น 0.94% หรือมีผู้ว่างงาน 3.9 แสนคน จากกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อนที่เพิ่มขึ้น 2.39 แสนคน บวก 44.8% ขณะที่กลุ่มที่ไม่เคยทำงานลดลง 20.1% จำนวนอยู่ที่ 1.54 แสนคน โดยผู้เสมือนว่างงานยังเพิ่มขึ้น 3.0% จากการเพิ่มขึ้นของผู้เสมือนว่างงานนอกภาคเกษตรกรรม และผู้ว่างงานระยะยาวเพิ่มขึ้น 27.0% จำนวน 8.7 หมื่นคน

ประเด็นด้านแรงงานที่ต้องให้ความสำคัญมี 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทั้งสาขาการขนส่งที่ต้นทุนพลังงาน อยู่ที่ 35.5% ของต้นทุนรวม ทำให้รายได้สุทธิลดลง สาขาการผลิตอาจชะลอหรือหยุดผลิตชั่วคราวจากต้นทุนที่สูงขึ้น สาขาการก่อสร้างราคาวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันและค่าขนส่ง สาขาการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทางจากค่าตั๋วโดยสาร หรือเงินเฟ้อในประเทศต้นทาง ให้แรงงานอาจยังไม่ได้ถูกเลิกจ้าง แต่มีการปรับลดชั่วโมงการทำงานลง โดยเฉพาะการลดโอทีหรือการทำงานล่วงเวลา ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้และทำให้ตัวแรงงานในช่วงถัดไปที่เงินเฟ้อกำลังปรับตัวสูงขึ้น รายได้อาจไม่เพียงพอใช้จ่ายหรือค่าครองชีพในอนาคต

Advertisement

2.การว่างงานแฝง เพิ่มขึ้น 17% จำนวน 2.2 แสนคนเทียบกับปี 2567 เป็นกลุ่มที่จบระดับประถมหรือต่ำกว่าประมาณ 65% ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่อยู่ในภาคเกษตร ก่อสร้าง และการผลิต กลุ่มนี้รายได้จะไม่เท่ากับเท่ารวม รายได้แรงงานจะอยู่ประมาณ 1.6 หมื่นบาทต่อเดือน แต่รายได้กลุ่มว่างงานแฝงมีรายได้เพียง 6,000 บาทเท่านั้น จึงต้องเร่งหาอาชีพเสริมให้โดยเฉพาะแรงงานในภาคเกษตรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

3.ความเสี่ยงต่อการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ซึ่งอุตสาหกรรมอีวีของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมดั้งเดิมของไทย โดยเฉพาะแรงงานในกลุ่มนี้ที่อาจประสบปัญหาได้ แรงงาน 1.1 แสนคน คิดเป็น 16.3% ของแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ เสี่ยงต้องย้ายอุตสาหกรรม และไม่ใช่เพียงแรงงานในโรงงานผลิตรถยนต์เพียงเท่านั้น แต่รวมถึงซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมรถยนต์เดิมของไทยมีกว้างและลึกมาก ทำให้ต้องเตรียมมาตรการรับผลกระทบ อาทิ การปรับแรงงานไปสู่อุตสาหกรรมใหม่อื่นๆ ที่จะเข้ามาในอนาคต แต่พฤติกรรมของผู้บริโภคที่อาจสลับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ดั้งเดิม หรือระบบไฮบริด ทำให้ผลกระทบอาจไม่ได้รวมเร็วแบบส่งผลกระทบรุนแรงกับอุตสาหกรรมดั้งเดิมขนาดนั้น เพราะอุตสาหกรรมเหล่านี้ก็มีการปรับตัวเช่นกัน เพียงแต่ต้องเตรียมรับและปรับตัวให้มากขึ้น

ด้านหนี้ครัวเรือนไตรมาส 4/2568 เพิ่มขึ้น 0.05% โดยมีมูลค่า 16.44 ล้านล้านบาท ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอยู่ที่ 86.7% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่แล้ว กลุ่มสินเชื่อที่มีการขยายตัวมากขึ้นเป็นกลุ่มส่วนบุคคล บวก 4.24% สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ บวก 1.76% โดยคุณภาพสินเชื่อจากข้อมูลของธนาคารพาณิชย์ พบว่าสินเชื่อที่ผิดนัดชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (เอ็นพีแอล)มีมูลค่า 1.71 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 3.23% ลดลงจากไตรมาสก่อน แต่จากข้อมูลเครดิตบูโรที่มีความครอบคลุมมากกว่า พบว่าเอ็นพีแอลมีมูลค่า 1.31 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9.59% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจาก 9.45% ของไตรมาสที่ผ่านมา เป็นการปรับขึ้นเกือบทุกกลุ่มสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นจาก 10.9% เป็น 11% ส่วน
สินเชื่อที่ค้างชำระระหว่าง 31-90 วัน หรือ SMLs มีมูลค่า 4.8 แสนล้านบาท หรือมีสัดส่วนต่อสินเชื่อรวม 3.51% เพิ่มขึ้นจาก 3.09% ของไตรมาสก่อน ต้องเร่งเข้าไปบริหารจัดการเพื่อไม่ให้กลายเป็นเอ็นพีแอลในช่วงถัดไป

เรื่องที่ต้องให้ความสำคัญในประเด็นหนี้ครัวเรือน คือ 1.พฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่มักซื้อสินค้าและบริการตามรีวิวหรือเทรนด์ออนไลน์ ทำให้หนี้คงค้างบัตรเครดิต บวก 13.5% และสินเชื่อส่วนบุคคล บวก 11.5% ของกลุ่มอายุต่ำกว่า 25 ปี เพิ่มขึ้นสูงสุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นในปี 2568 จึงควรเร่งเสริมสร้างทักษะทางการเงินแก่คนรุ่นใหม่ตั้งแต่ประถมศึกษา

2.การเปิดตัวของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) อาจต้องเฝ้าระวังการก่อหนี้เพิ่ม ดังกรณีประเทศจีนที่พบว่า ผู้กู้บางส่วนเข้าสู่วงจรหนี้ได้ง่ายขึ้น ขณะที่ฟิลิปปินส์พบว่า ธนาคารดิจิทัลมีสัดส่วนเอ็นพีแอลสูงกว่าธนาคารแบบดั้งเดิม อาจต้องติดตามการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาหลังเปิดให้บริการอีกครั้ง โดยส่วนนี้ต้องดูทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพราะมาตรการต่างๆ จะเป็นเรื่องที่ ธปท.กำหนดออกมา แต่ตัวแบงก์ไร้สาขาถือเป็นสิ่งที่จะทำให้เราสะดวกขึ้นในแง่การฝากเงินหรือการกู้เงิน โดยส่วนหลักๆ อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวแบงก์แต่อยู่ที่ตัวคนว่าจะมีวินัยมากน้อยเท่าใด ในการกู้เงินเพื่อซื้อของหรือใช้เป็นทุนต่างๆ ซึ่งหากต้องการเป็นเงินทุนเพื่อสร้างอาชีพและสร้างรายได้ ถือเป็นเรื่องดี แต่หากต้องการเงินกู้เพื่อใช้จ่ายในแง่การบริโภค ตัวบุคคลอาจต้องก้าวถอยหลังและคิดทบทวนอีกครั้ง

3.อิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์ต่อพฤติกรรมการเงินครัวเรือนในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะอินฟลูเอนเซอร์ด้านการเงินที่มีการพูดถึงเรื่องการลงทุนที่เนื้อหาเข้าใจง่ายและมีความน่าเชื่อถือ แต่ต้องดูว่าคนที่ให้ความรู้ด้านการเงินการลงทุนต่างๆ นั้น มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเท่าใด มีประสบการณ์อย่างไร บางส่วนอาจเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือคลาดเคลื่อน จึงควรให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลเนื้อหาต่างๆ อาทิ กำหนดให้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และมีใบอนุญาต เพื่อให้คนที่มีความรู้ความเข้าใจจริงในการให้ความรู้กับประชาชนเพื่อสร้างประโยชน์จริง ยกตัวอย่างการระบาดโควิด-19 ที่มีอินฟลูเอนเซอร์หรือแอดมินเพจต่างๆ หลายคนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนต้านป้องกันแบบทันที ซึ่งในต่างประเทศมีการทดสอบความรู้และให้ใบอนุญาตในแง่การให้ข้อมูลด้านการเงินการลงทุน จึงต้องดูโมเดลของต่างประเทศ เพื่อกำกับดูแลป้องกันปัญหาในอนาคต

สถานการณ์การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังลดลง 36.2% ส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ป่วยกลุ่มโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ขณะที่ด้านสุขภาพจิตพบปัญหาลดลง โดยประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ คือ 1.การติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus Disease) ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเฝ้าระวังผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนูและสัตว์ฟันแทะ หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันเมื่อจำเป็น 2.ภัยสุขภาพในช่วงฤดูฝน ทั้งโรคระบบทางเดินหายใจ โรคที่มียุงเป็นพาหะ และโรคติดเชื้อผ่านการสัมผัส จึงควรเฝ้าระวังป้องกันโรค อาทิ ฉีดวัคซีน รักษาสุขอนามัย ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เลี่ยงลุยน้ำขังหรือโคลนด้วยเท้าเปล่า และสังเกตอาการสำคัญของโรค และ 3.การติดเชื้อไวรัส Human Papillomavirus (HPV) ในเพศชาย โดยไม่รู้ตัวและไม่แสดงอาการ จึงจำเป็นในการป้องกันการติดเชื้อ อาทิ มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ตรวจคัดกรองเชื้อ HPV และมะเร็งที่เกี่ยวข้อง รวมถึงฉีดวัคซีนป้องกันทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย

สำหรับมาตรการของภาครัฐอย่างไทยช่วยไทยพลัส มาตรการที่ออกมามุ่งเป้าไปที่การลดค่าครองชีพของประชาชนเป็นหลัก เพราะเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลจึงมุ่งเป้าในการลดค่าครองชีพของประชาชนลง ส่วนผลต่อการจ้างงาน หากมีการใช้จ่ายมากขึ้น ตัวผู้ประกอบการขนาดเล็ก อาจยังคงรักษาการจ้างงานไว้ได้ในระดับหนึ่ง ต้องประเมินอีกครั้ง แต่น่าจะมีส่วนช่วยได้บ้าง ส่วนตัวผู้ประกอบการ

การยกระดับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในการใช้เอไอเพื่อประกอบธุรกิจมากขึ้น ในโครงการนี้มีการนำระบบเอไอมาใช้เป็นตัวนกกระซิบ ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องดีเพราะผู้ประกอบการที่อยู่ในแอพพลิเคชั่นถุงเงินสามารถดูข้อมูลการค้าขายของตัวเองได้ จากปกติทำเพียงการขายของอย่างเดียว ไม่ได้รู้ว่าสินค้าไหนที่ขายดี เวลาไหนขายดี หรือช่วงใดที่ชะลอลง ทำให้ตัวเอไอนี้อาจเข้ามาช่วยสร้างรายได้และควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น

วิกฤตและโอกาสในอนาคตตลาดแรงงานไทยภายใต้การเข้ามาของเอไอ ส่งผลให้แรงงานทั่วโลกมีความเสี่ยงมากขึ้น โดยเอไอสามารถเข้ามาทดแทนหรือสนับสนุนบางอาชีพ อาทิ โปรแกรมเมอร์ 74.5% นักวิเคราะห์ทางการเงิน 57.2% นักทดสอบระบบซอฟต์แวร์ 51.9% โดยจากการประเมินอาชีพที่มีความเสี่ยงได้รับผล กระทบจากเอไอของ Gmyrek et al. (2025) โดยใช้ข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร (Labour Force Survey: LFS) ไตรมาส 4/2568 จากกำลังแรงงานไทยทั้งหมด 40.1 ล้านคน มีแรงงานที่เข้าข่ายได้รับผลกระทบจากเอไอ 8.7 ล้านคน หรือประมาณ 21.8%

เอไอที่อาจทำให้คนตกงานมากขึ้น แม้สภาพัฒน์ยังไม่ได้นำเสนอแนวทางรับมือปัญหาต่อรัฐบาล แต่พิจารณานโยบายของรัฐบาลหรือสิ่งที่ดำเนินการอยู่ ก็มีหลายเรื่องทั้งการพยายามสร้างตัวสกิลเซตของแรงงานใหม่ให้สามารถใช้เอไอได้ดีขึ้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจมีแรงงานบางกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของเอไอ ซึ่งรัฐบาลพยายามปรับสกิลแรงงานทั้งการรีสกิล อัพสกิล รวมถึงนักศึกษาจบใหม่ที่มหาวิทยาลัยพยายามปรับหลักสูตรที่จะลดผลกระทบในการทำงานสามารถทำงานได้ดีมากขึ้น

โดยความกังวลตลาดแรงงานและการจ้างงานจะมีเซ็กเตอร์ไหนที่น่ากังวลมากที่สุดนั้น ในเซ็กเตอร์ที่หากจะมองในตอนนี้คงเป็นเซ็กเตอร์ที่ได้รับผลกระทบสูงๆ จากตัวดีมานด์ที่ลดลง อาทิ ภาคการท่องเที่ยวที่ต้องระมัดระวังให้ดี เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจไม่ได้เข้ามาเยอะเหมือนที่ประเมินไว้ในต้นปีที่ผ่านมา โดยสิ่งที่เกิดขึ้นช่วงถัดไปคงยังไม่ได้มีการเลิกจ้างงานไปเลย แต่อาจมีการจำกัดชั่วโมงการทำงาน เพราะธุรกิจต้องมีการควบคุมต้นทุน แม้ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นเซ็กเตอร์หรือธุรกิจใด แต่ถือเป็นการสร้างการตระหนักรู้ล่วงหน้าไว้ก่อน