สภาพัฒน์ เผยอัตราว่างงานพุ่ง คิดเป็น 3.9 แสนคน เปิดกลุ่มอาชีพ เสี่ยงเจอ AI ทดแทน ห่วงพฤติกรรมผู้บริโภค ตามเทรนด์จนสินเชื่อบุคคลกลุ่มต่ำกว่า 25 ปี เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ หรือ สศช.) เปิดเผยว่า ภาวะสังคมไทยไตรมาส 1/2569 พบว่าหนี้ครัวเรือนไตรมาส 4/2568 เพิ่มขึ้น 0.05% มีมูลค่า 16.44 ล้านล้านบาท ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่ 86.7% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน
สินเชื่อส่วนบุคคลที่ผิดนัดชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) จากข้อมูลเครดิตบูโร มีมูลค่า 1.31 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9.59% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 9.45% จากสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคล
ประเด็นสำคัญคือพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่มักซื้อสินค้าและบริการตามรีวิวหรือเทรนด์ออนไลน์ ทำให้หนี้คงค้างบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลกลุ่มต่ำกว่า 25 ปี เพิ่มขึ้นสูงสุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นในปี 2568 อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ควรเร่งเสริมสร้างทักษะทางการเงินแก่คนรุ่นใหม่ตั้งแต่ประถมศึกษา
นอกจากนี้ การเปิดตัวของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) อาจต้องเฝ้าระวังการก่อหนี้เพิ่ม ดังกรณีประเทศจีนที่พบว่าผู้กู้บางส่วนเข้าสู่วงจรหนี้ได้ง่ายขึ้น ขณะที่ฟิลิปปินส์พบว่า ธนาคารดิจิทัลมีสัดส่วน NPLs สูงกว่าธนาคารแบบดั้งเดิม

รวมทั้งอิทธิพลของ Finfluencer หรือ Financial Influencer ต่อพฤติกรรมการเงินครัวเรือน ในยุคดิจิทัล Finfluencer บางส่วนอาจเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือคลาดเคลื่อน จึงควรให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลเนื้อหาของ Finfluencer อาทิ กำหนดให้ขึ้นทะเบียนกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และมีใบอนุญาต
ในส่วนของสถานการณ์การจ้างงานมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ผู้มีงานทำมี 41.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 4.6% ทั้งจากการจ้างงานภาคเกษตรกรรมที่กลับมาขยายตัว และนอกภาคเกษตรกรรมขยายตัวต่อเนื่อง อัตราการว่างงานรวมเพิ่มขึ้น อยู่ที่ 0.94% คิดเป็นผู้ว่างงาน 3.9 แสนคน
ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ 1.การรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อการจ้างงานและรายได้ของแรงงานที่อาจลดลง ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเร่งเตรียมมาตรการช่วยเหลือ โดยเฉพาะการจับคู่การจ้างงานในสาขาที่มีความต้องการแรงงาน
2.การว่างงานแฝงมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยในปี 2568 มีจำนวนกว่า 2.2 แสนคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 17.8% ส่วนใหญ่มีการศึกษาไม่สูงและอยู่ในภาคเกษตร จึงควรเร่งยกระดับผลิตภาพและสร้างอาชีพเสริม เพื่อเพิ่มชั่วโมงการทำงานและรายได้

และ 3.ความเสี่ยงต่อการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เนื่องจากการผลิตรถยนต์สันดาปลดลงต่อเนื่อง ทำให้แรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปมีความเสี่ยงต้องย้ายไปทำงานในอุตสาหกรรมอื่น
นายดนุชายังกล่าวถึงการเข้ามาของ AI โดยเฉพาะ Generative AI (Gen AI) จะส่งผลกระทบต่อแรงงานไทย โดยแรงงานที่เข้าข่ายได้รับผลกระทบจาก Gen AI ประมาณ 8.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 21.8% ของแรงงานไทยทั้งระบบที่มีประมาณ 40.1 ล้านคน ประกอบด้วย

1.กลุ่มที่มีความเสี่ยงถูกทดแทน จำนวน 2.2 ล้านคน ได้แก่ แรงงานที่มีทักษะปานกลาง จำนวน 1.9 ล้านคน อาทิ งานเสมียน งานบริการลูกค้า พนักงานบัญชี เป็นต้น และแรงงานที่มีทักษะสูง จำนวน 3.3 แสนคน อาทิ ผู้เชี่ยวชาญด้านโฆษณาและการตลาด งานวิเคราะห์การเงินและที่ปรึกษาการลงทุน และงานเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น
และ 2.กลุ่มที่นำ AI มาสนับสนุนการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ยังต้องอาศัยทักษะของมนุษย์ จำนวน 6.5 ล้านคน ได้แก่ กลุ่มทักษะปานกลาง จำนวน 5.9 ล้านคน อาทิ พนักงานขาย เจ้าของร้านค้า และพนักงานขับรถ เป็นต้น กลุ่มทักษะสูง จำนวน 6 แสนคน อาทิ กลุ่มผู้จัดการและผู้บริหาร งานบริหารจัดการและบุคลากร และงานประชาสัมพันธ์ เป็นต้น กลุ่มทักษะต่ำ จำนวน 6.7 หมื่นคน อาทิ พนักงานขนส่ง และพนักงานจดมาตรวัด เป็นต้น

