เอกชน ชี้หนี้ครัวเรือนพุ่ง รัฐรู้ตัวช้า กู้เงินมาแจกแค่ ‘หาข้าวสารกรอกหม้อ’ ไม่มีประเทศไหนทำกัน
นายสมชาย พรรัตนเจริญ อดีตนายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย เปิดเผยว่า วิกฤตในตอนนี้ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลรู้ตัวช้าเกินไป หลังจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาส 1/2569 เห็นตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นกว่า 86.7% ถือว่าสูงมากนั้น ต้องบอกว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานจนน่ากังวล ซึ่งส่งผลให้ภาคเอกชนต้องเผชิญกับภาวะกำลังซื้อถดถอย เนื่องจากประชาชนไม่มีรายได้ที่มั่นคงจากการสร้างอาชีพอย่างแท้จริง โดยปัจจุบันรัฐบาลยังคงใช้วิธีการแก้ปัญหาด้วยการกู้เงินมาแจก ซึ่งมองว่าไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการเตรียมกู้เงินอีกกว่า 2 แสนล้านบาทเพื่อประคองสถานการณ์ในระยะสั้นเพียง 4 เดือน ซึ่งเปรียบแหมือนการทำกับข้าวและหาข้าวสารกรอกหม้อเท่านั้น สุดท้ายเงินก็หมดไปโดยไม่เกิดการสร้างงาน
นายสมชาย กล่าวว่า กับดักของการหารายได้และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ถูกมองข้ามมาอย่างยาวนาน เป็นเรื่องค่าเช่า-แพลตฟอร์ม เนื่องจากทุนใหญ่กินรวบไปแล้วกว่า 65% โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ไปไม่รอด คือต้นทุนแฝงที่สูงลิ่ว ทั้งค่าเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าและค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เรียกเก็บสูงถึง 20-30% เมื่อรวมกับค่าบรรจุภัณฑ์และต้นทุนอื่นๆ พบว่าเม็ดเงินกว่า 65% ของผู้บริโภคต้องเสียไปกับระบบเหล่านี้ แทนที่จะตกถึงมือผู้ผลิตรายย่อย ส่งผลให้เงินไหลออกจากระบบไปยังต่างชาติผ่านแพลตฟอร์ม และตอกย้ำให้เจ้าสัว หรือกลุ่มทุนใหญ่ร่ำรวยขึ้น ขณะที่ประชาชนจนลงและมีหนี้สินเพิ่มขึ้น
นายสมชาย กล่าวว่า ตอนนี้รัฐบาลต้องเร่งปรับทิศทางนโยบายใหม่ โดยเน้นการลดต้นทุนและสร้างงานในระดับฐานราก 4 เรื่อง ดังนี้ 1.ปฏิรูปงบประมาณท้องถิ่น รัฐบต้องกำหนดให้ อบต. และ อบจ. หยุดใช้งบประมาณกับโครงการที่ไม่จำเป็นเพื่อเร่งเบิกจ่ายเท่านั้น อาทิ เสาไฟประติมากรรม แล้วนำเงินมาสร้างงานให้สังคมเป็นเวลา 4-5 ปี เพื่อให้ประชาชนมีรายได้เลี้ยงตัว 2.เปิดพื้นที่ค้าขายฟรี รัฐบาลควรจัดทำตลาดนัดที่ไม่เก็บค่าเช่าหรือเก็บในอัตราที่ต่ำมาก เพื่อลดต้นทุนให้พ่อค้าแม่ค้าสามารถขายของในราคาถูกได้โดยไม่ต้องผ่านแพลตฟอร์ม 3.ลดค่าเดินทาง เพราะปัจจุบันค่าเดินทางกินส่วนแบ่งรายได้ของประชาชนสูงถึง 50% รัฐบาลควรเข้ามาดูแลค่ารถไฟฟ้า หรือวินมอเตอร์ไซค์ให้มีราคาถูกลงอย่างจริงจัง และ 4.ขนส่งสาธารณะเพื่อเกษตรกร สนับสนุนให้ประชาชนนำผลผลิตทางการเกษตรมาขายในเมืองผ่านระบบรถไฟในราคาพิเศษ เพื่อตัดวงจรพ่อค้าคนกลางและห้างสรรพสินค้า
“ตอนนี้รัฐบาลต้องเริ่มขยับตัวแล้ว เพราะภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราอยากยอมรับเป็นต่อไป แต่ไม่ได้มีทางเลือกให้เพิ่มเติม มีการกระทุ้งภาคส่วนต่างๆ ไปยังรัฐบาลแต่ก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรในเชิงโครงสร้างปัญหา ทำเพียงแก้ที่ปลายเหตุอย่างการแจกเงินเท่านั้น ซึ่งความจริงแล้ว ไม่มีประเทศไหนที่เขาไปกู้มากินมาใช้แบบนี้ เป็นการกระตุ้นใช้จ่ายเพื่อให้จีดีพีโต แต่ประชาชนไม่ได้มีรายได้มากเพียงพอ หาได้น้อยกว่าใช้ จึงต้องแก้ที่การสนับสนุนให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น” นายสมชาย กล่าว
นายสมชาย กล่าวว่า ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยมีจำนวนผู้สูงวัยสูงถึง 20 ล้านคน ซึ่งจะกลายเป็นภาระหนักของลูกหลาน และต้องการความช่วยเหลือมากขึ้น รวมถึงภาคเกษตรกรรมก็กำลังล่มสลายจากการถูกโรงงานกดราคาและการแก้ปัญหาที่ผิดพลาดของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นเพียงการแจกเงินชดเชยหรือซื้อปุ๋ยแจก แทนที่จะควบคุมปริมาณการผลิตให้สมดุลกับความต้องการตลาด โดยเน้นย้ำว่า หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าเปิดเสรีทางการค้า (เอฟทีเอ) โดยไม่สกัดกั้นสินค้าจากประเทศที่แข็งแกร่งกว่า โรงงานรายย่อยในไทยจะยิ่งเจ๊งและเกิดปัญหาว่างงานรุนแรงตามมาในที่สุด

