วิกฤตเหล็กไทย 10สมาคมผู้ผลิตร้อง‘วราวุธ’ช่วยด่วน ดันไทย Green Steel-Net Zero
ปี 2568 ประเทศไทยมีการใช้เหล็กทั้งสิ้น 18.5 ล้านตัน แต่ผู้ผลิตเหล็กในประเทศมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 35% ปริมาณผลิต 8.1 ล้านตัน ขณะที่สินค้าเหล็กนำเข้ามากถึง 12 ล้านตัน
คาดว่าในปี 2569 ความต้องการใช้เหล็กของประเทศไทยน่าจะถดถอยต่ำกว่าปีก่อนตามภาวะเศรษฐกิจ ในขณะที่อุตสาหกรรมเหล็กของไทยยังประสบ 2 ปัญหาหลัก ได้แก่
1.สินค้าเหล็กทุ่มตลาดจากต่างชาติทะลักเข้าไทย โดยเฉพาะจากประเทศจีนซึ่งปีที่แล้วได้ส่งออกเหล็กไปทั่วโลกมากถึง 119 ล้านตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ภูมิภาคต่างๆ ในโลกได้มีการใช้ทั้งมาตรการตอบโตการทุ่มตลาด (Anti-Dumping: AD) มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง (Anti Circumvention: AC) มาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguarding: SG) มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Counterveiling Duty: CVD) ตลอดจนมาตรการที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers :
NTBs) อย่างเข้มข้น จริงจัง รวดเร็ว สินค้าเหล็กที่ไม่สามารถไปทุ่มตลาดในภูมิภาคดังกล่าวได้ จึงไหลทะลักเข้ามายังประเทศไทยอย่างรุนแรง
ต่อเนื่อง แม้ไทยจะมีการใช้มาตรการ AD และ AC สำหรับเหล็กหลายรายการ แต่ก็ยังล่าช้า และมีช่องโหว่ที่ผู้นำเข้าหลบเลี่ยงกฎหมายมาโดยตลอด ประเทศไทยจึงเสมือนสนามรบ เพราะในขณะที่ดีมานด์ถดถอย การแข่งขันและแรงกดดันจากเหล็กราคาถูกจากต่างชาติก็รุนแรงขึ้น จากการที่หลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน เร่งระบายกำลังการผลิตส่วนเกิน
2.โรงงานเหล็กเตาหลอมประเภท Induction Furnace (IF) ที่ถูกรัฐบาลจีนสั่งปิด เนื่องจากจีนมุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงดำเนินการโละทิ้งโรงงานที่ใช้เตาหลอม IF ซึ่งใช้เทคโนโลยี
ล้าสมัย ขั้นตอนการหลอมไม่สามารถขจัดสารมลทิน (Refining process) ออกจากน้ำเหล็กได้ อีกทั้งยังก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและฝุ่นควันในระดับสูง เครื่องจักรเก่าโรงงานเหล็กราคาถูกจากจีน จึงไหลทะลักเข้ามายังประเทศไทย ทำลายกลไกตลาด สร้างทั้งความเสี่ยงต่อผู้บริโภคสินค้าเหล็กเพราะสินค้าเหล็กที่ผลิตได้มีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ ตลอดสร้างความเสียหายต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กจำนวนมากในไทยซึ่งใช้เทคโนโลยีและมาตรฐานสูงกว่า
ความเดือดร้อนดังกล่าวกำลังเข้าขั้นวิกฤต ล่าสุดวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่ม 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย นำโดยนายนาวา จันทนสุรคน นายกกิตติมศักดิ์สมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย จึงเข้าพบนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อหารือและนำเสนอ “ข้อเสนอแนวทางแก้ไขวิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กไทย” ท่ามกลางสถานการณ์การนำเข้าเหล็กราคาต่ำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินของตลาดโลก ซึ่งกระทบรุนแรงต่อผู้ประกอบการไทยตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม
โดยกลุ่ม 10 สมาคม ซึ่งมีสมาชิกรวมกว่า 510 บริษัท และมีการจ้างงานทางตรงกว่า 51,000 คน ระบุ อุตสาหกรรมเหล็กถือเป็นอุตสาหกรรม
พื้นฐานของประเทศ และเสมือนกระดูกสันหลังของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพราะเหล็กเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้แก่ ก่อสร้าง ยานยนต์ เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้า บรรจุภัณฑ์อาหาร และอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาพึ่งพาการนำเข้าเหล็กสูง โดยประเทศไทยมีความต้องการใช้เหล็กราว 16.5-18 ล้านตันต่อปี แต่ส่วนใหญ่เป็นเหล็กนำเข้า โดยเป็นการใช้สินค้าเหล็กที่ ผลิตภายในประเทศ เพียง 6.5-7 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิต (Production Capacity Utilization) ของอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศไทย ถดถอยลงเรื่อยมา จนเหลือเพียง 27.9% เท่านั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำมาก เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยของโลกที่ 75%
ในการเข้าเรียนพบครั้งนี้ กลุ่ม 10 สมาคมได้เสนอแนวทางสำคัญในการแก้วิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กต่อกระทรวงอุตสาหกรรม 3 มาตรการหลัก รวม 8 มาตรการย่อย ได้แก่
1.มาตรการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเหล็ก ประกอบด้วย 1.1 มาตรการห้ามตั้งและห้ามขยายกำลังการผลิตในกลุ่มสินค้าที่มีปัญหา Overcapacity เช่น เหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กลวด ท่อเหล็ก เหล็กโครงสร้าง และเหล็กกล้าไร้สนิม โดยอนุญาตเฉพาะการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพโดยไม่เพิ่มกำลังการผลิต 1.2 การควบคุมโรงงานเหล็กเส้นที่ใช้กระบวนการผลิตแบบเตาหลอมเหนี่ยวนำ หรือ Induction Furnace (IF) ต้องผ่านการพิสูจน์เทคโนโลยี และกระบวนการควบคุมคุณภาพ และความบริสุทธิ์ของเหล็กต่อคณะกรรมการวิชาการของ สมอ. เพื่อป้องกันปัญหาเหล็กไม่ได้มาตรฐานกลับเข้าสู่ตลาด
2.มาตรการส่งเสริมการใช้สินค้าและเหล็กในประเทศ ได้แก่ 2.1 การควบคุมสินค้าโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูปเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงมาตรฐานและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทย 2.2 การใช้สินค้า Made in Thailand (MiT) ในโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน PPP และโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ใช้สินค้าและเหล็กที่ผลิตในประเทศในสัดส่วนที่เหมาะสม ภายใต้นโยบาย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศและการจ้างงาน 2.3 การสนับสนุน มาตรการทางการค้าของกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping: AD) มาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard: SG) และมาตรการป้องกันการหลบเลี่ยงทางการค้า (Anti-Circumvention: AC) เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมภายในประเทศ และป้องกันการค้าที่ไม่เป็นธรรม
3.มาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กเพื่อมุ่งสู่การยกระดับด้านสิ่งแวดล้อมและ Green Steel ได้แก่ 3.1 ฉลากสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 4-5 Plus เพื่อกระตุ้นการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ 3.2 การสงวนเศษเหล็กไว้ใช้ในประเทศ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเหล็กคาร์บอนต่ำ 3.3 การสนับสนุนอุตสาหกรรมจัดการและรีไซเคิลซากยานยนต์ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเพิ่มวัตถุดิบรีไซเคิลภายในประเทศ
กลุ่ม 10 สมาคมยังยืนยันความพร้อมในการร่วมมือกับภาครัฐในการยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยสู่ Green Steel และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยเห็นว่า “อุตสาหกรรมเหล็กที่เข้มแข็ง คือรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทย”
ด้าน วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุ กระทรวงอุตสาหกรรมได้ลงนามในร่างประกาศมาตรการห้ามตั้งและห้ามขยายกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมเหล็กแผ่นรีดร้อนแล้ว เพื่อบรรเทาปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) และรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ นอกจากนี้ นายวราวุธยังย้ำว่า กระทรวงอุตสาหกรรมตระหนักถึงข้อกังวลด้านคุณภาพของการผลิตเหล็กด้วยระบบ Induction Furnace (IF) และมีนโยบายชัดเจนว่าประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีของโรงงานเหล็ก ระบบ IF ไปสู่ระบบเตาหลอมอาร์กไฟฟ้า หรือ Electric Arc Furnace (EAF) ทั้งนี้ จะพิจารณากำหนดแนวทางและระยะเวลาเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสม พร้อมทั้งจำกัด การใช้เหล็กจากระบบ IF ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน (Application) ของผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ รัฐบาลมีนโยบายปรับกรอบเป้าหมายการดำเนินงานด้าน Net Zero ของประเทศไทย จากเดิมปี ค.ศ.2065 ให้เร็วขึ้นเป็นปี ค.ศ.2050 พร้อมขอให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเร่งพิจารณาแนวทางการปรับตัว การลงทุนด้านเทคโนโลยีสะอาด และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต
ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมหารือกับกระทรวงพาณิชย์แล้ว เห็นชอบในหลักการตรงกันว่า ประเทศไทยควรมีมาตรการสงวนเศษเหล็กไว้ใช้ภายในประเทศมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ และเสริมสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเหล็กไทย โดยเฉพาะการผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Steel) ซึ่งเศษเหล็กถือเป็นวัตถุดิบสำคัญของกระบวนการผลิตเหล็กยุคใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
และสอดคล้องกับแนวนโยบาย Green Industry และเป้าหมาย Net Zero ของประเทศในระยะยาว

