SENA พลิกเกมอสังหาฯ สู่ Green Lifestyle Platform-ชี้อสังหาฯ ปี 69 ยังเหนื่อย คนไทย ‘ไม่กล้ากู้-กู้ไม่ผ่าน’
พลิกเกมอสังหาฯ สู่ Green Lifestyle Platform
น.ส.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนา กรีน เอนเนอร์ยี่ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้มองเพียงราคาบ้านหรือทำเลอีกต่อไป แต่เริ่มมองถึงต้นทุนหลังเข้าอยู่อาศัย ทั้งค่าไฟ ค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง และภาระดอกเบี้ยในระยะยาว ทำให้แนวคิด Green Lifestyle กลายเป็นปัจจัยสำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ บริษัทจึงพัฒนาโมเดล “บ้าน+Solar Rooftop+รถ EV+สินเชื่อ” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของลูกค้า โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานและดอกเบี้ยทางการเงิน ซึ่งสามารถช่วยลดภาระต้นทุนรวมจากระดับประมาณ 9% เหลือ 2% ซึ่งในระดับนี้คนอยู่ได้ ผ่านการใช้พลังงานสะอาดร่วมกับระบบการเงินที่เหมาะสม
น.ส.เกษรา ระบุว่า เราเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกของไทยที่ติดตั้ง Solar Rooftop ให้บ้านจัดสรรอย่างจริงจังมากว่า 15 ปี และเป็นรายแรกที่รวมต้นทุน Solar เข้าไว้ในราคาบ้าน เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันธุรกิจ SENA Solar Energy ติดตั้ง Solar Rooftop แล้วกว่า 1,500 หลังคาเรือน ครอบคลุมทั้งลูกค้าองค์กรและรายย่อย ขณะเดียวกัน บริษัทยังรุกธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าผ่าน SENA Green Auto ในฐานะ EV Platform แบบ Multi-brand โดยปัจจุบันจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ DEEPAL, OMODA & JAECOO และ LEAPMOTOR พร้อมศูนย์บริการครบวงจรย่านอ่อนนุช-สุขุมวิท 75 และตั้งเป้ายอดขายรถ EV ปี 2569 ไว้ที่ 1,000 คัน เพื่อผลักดันธุรกิจพลังงานและ EV ให้เป็น New Growth Engine สำคัญของกลุ่มบริษัทในอนาคต

ขยายธุรกิจสู่ตลาดรถ EV และโซลาร์เซลล์
น.ส.เกษรา กล่าวว่า ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้าง เสนาได้วางกลยุทธ์ในการเป็น “Lifelong Trusted Partner” ผ่านการสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยง 3 องค์ประกอบสำคัญของการใช้ชีวิตคนเมืองเข้าด้วยกัน ได้แก่ 1. บ้าน (การเข้าถึงที่อยู่อาศัย) 2. พลังงานสะอาด (โซลาร์เซลล์) เพื่อลดค่าไฟฟ้า และ 3. การเดินทาง (รถ EV) เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการแก้ปัญหาด้านการเข้าถึง (Accessibility) และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของลูกค้า โดยตระหนักว่าทั้งบ้าน รถยนต์ และพลังงานสะอาดเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกคนต้องการ แต่การเข้าถึงปัจจัยเหล่านี้ในต้นทุนที่ดีที่สุดคือปัญหาใหญ่ของคนไทยในปัจจุบันจึงนำเสนอโซลูชันที่ผสมผสานทั้ง 3 ส่วนเข้าด้วยกัน
น.ส.เกษรา กล่าวว่า นอกจากนี้ การขยายธุรกิจใหม่ 2 ส่วน ซึ่งถือเป็น New S-Curve ของบริษัทท่ามกลางภาวะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว โดยธุรกิจใหม่นี้สามารถสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วน 20% ของรายได้รวมในไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมา คือ
1. ธุรกิจตัวแทนจำหน่าย (Dealer) รถยนต์ไฟฟ้า (EV): เสนาไม่ได้เป็นผู้ผลิต แต่เป็นตัวแทนจำหน่ายรถ EV ในรูปแบบ Multi-brand ซึ่งปัจจุบันมี 4 แบรนด์ในพอร์ต ได้แก่ NETA, OMODA & JAECOO, BYD และ LEAPMOTOR โมเดลธุรกิจนี้แตกต่างจากดีลเลอร์รถยนต์ญี่ปุ่นในอดีตที่มักผูกขาดแบรนด์เดียว แต่รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนมีลักษณะ “เข้าเร็ว ออกเร็ว” ทำให้บริษัทต้องปรับตัวเป็น Multi-brand เพื่อเลือกแบรนด์ที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ตลอดเวลา แม้ว่าราคารถ EV มือสองจะยังไม่ดีนัก แต่วิธีคิดของผู้บริโภคยุคใหม่ได้เปลี่ยนไป โดยมองว่าความคุ้มค่าอยู่ที่การประหยัดค่าน้ำมันในระยะยาว และมองรถเป็นค่าใช้จ่าย (เหมือนค่าเช่า) มากกว่าเป็นสินทรัพย์ (Asset) เหมือนในอดีต
2. ธุรกิจโซลาร์เซลล์ แม้ราคาแผงโซลาร์จะปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 20% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาตามต้นทุนและสถานการณ์สงคราม แต่เมื่อเทียบกับราคาค่าไฟฟ้าและน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์มีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ผู้พูดอ้างถึงหลักเศรษฐศาสตร์ที่ว่า “การเติบโตของพลังงานสะอาดไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนของตัวเอง แต่ขึ้นอยู่กับราคาของพลังงานดั้งเดิม” ดังนั้น นอกจากจะติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโครงการบ้านของตัวเองแล้ว บริษัทยังได้ขยายธุรกิจสู่ตลาดค้าปลีก (Retail) เพื่อตอบโจทย์เจ้าของบ้านทั่วไปที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานด้วย

ชี้กำลังซื้ออ่อน “กู้ไม่ผ่าน-ไม่มั่นใจเศรษฐกิจ”
น.ส.เกษรา กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 ยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจชะลอตัว หนี้ครัวเรือนสูง และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ส่งผลให้ผู้ลูกค้าไม่มีความสามารถในการกู้ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งชะลอการตัดสินใจซื้อ เพราะขาดความมั่นใจต่อเศรษฐกิจและรายได้ในอนาคต
น.ส.เกษรา กล่าวว่า ทั้งนี้ ผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 บริษัทมียอดขาย (Presale) ประมาณ 5,000 ล้านบาท และมียอดโอนประมาณ 800 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากธุรกิจ Solar อยู่ที่ 10 ล้านบาท และรายได้จากธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ที่ 153 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม อสังหาริมทรัพย์ยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงล่างที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ
มอง LTV ช่วยประคองระยะสั้น
น.ส.เกษรา มองว่า สำหรับมาตรการผ่อนคลาย LTV แม้จะช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้ในบางระดับ และช่วยประคองตลาดระยะสั้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในการซื้ออยู่แล้วให้ตัดสินใจง่ายขึ้น แต่ยังไม่ใช่คำตอบหลักของปัญหาในปัจจุบัน เนื่องจากสิ่งที่ตลาดเผชิญจริง คือกำลังซื้อที่อ่อนตัว ความสามารถในการกู้ของผู้บริโภคที่ลดลง รวมถึงความไม่มั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจและรายได้ในอนาคต
“วันนี้หลายคนไม่ได้ติดเรื่องอยากซื้อบ้าน แต่ติดเรื่องกู้ไม่ผ่าน และบางส่วนยังชะลอการตัดสินใจ เพราะกังวลเศรษฐกิจ ทำให้ LTV อาจช่วยกระตุ้นตลาดได้เพียงระยะสั้น แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยที่จะทำให้ตลาดกลับมาฟื้นตัวเต็มที่” น.ส.เกษรา กล่าว
น.ส.เกษรา กล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะเดียวกัน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 ยังแข่งขันรุนแรง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวจากการแข่งขันด้านราคาและทำเล ไปสู่การแข่งขันด้าน “การช่วยลดต้นทุนชีวิต” ให้ผู้บริโภคมากขึ้น โดย SENA เชื่อว่าแนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต จะไม่ได้ขายเพียงบ้าน แต่ต้องขาย Ecosystem การอยู่อาศัยที่ช่วยให้ลูกค้าบริหารค่าใช้จ่ายระยะยาวได้อย่างยั่งยืน ทั้งเรื่องพลังงาน การเดินทาง และการเงินควบคู่กันไป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและช่วยให้ตลาดฟื้นตัวได้ในระยะยาว


