หน้าแรก เศรษฐกิจ รปภ.ไทย ทำงาน...

รปภ.ไทย ทำงานเกินมาตรฐาน! เฉลี่ยวันละ 11 ชม. แต่รายได้แค่ 1.6 หมื่นบาท

27.05.26 | 19:58 น.

รปภ.ไทย ทำงานเกินมาตรฐาน! เฉลี่ยวันละ 11 ชม. แต่รายได้แค่ 1.6 หมื่นบาท

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม Bnomics by Bangkok Bank โพสต์ข้อความระบุว่า ประเทศไทยอาจพึ่ง “แรงงาน รปภ. ต้นทุนต่ำ” มานานกว่าที่คิด

รายได้เฉลี่ยเกือบ 17,000 บาท…แต่แลกมากับชั่วโมงทำงานยาว

รู้หรือไม่ว่า จากฐานข้อมูลการสำรวจภาวะการมีงานทำของประชากร โดยสำนักงานสถิติ พบว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยมีรายได้เฉลี่ย 16,955 บาทต่อเดือน โดยแรงงานชายมีรายได้เฉลี่ย 17,310 บาท ขณะที่แรงงานหญิงอยู่ที่ 13,829 บาท

แม้รายได้เฉลี่ยอาจดูไม่ต่ำมากนักเมื่อเทียบกับแรงงานบริการบางกลุ่ม แต่เมื่อพิจารณาควบคู่กับชั่วโมงทำงาน จะพบว่า รายได้ส่วนหนึ่งเกิดจากการขยายเวลาการทำงาน มากกว่าการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพแรงงาน

47.1% ของ รปภ. ทำงานเกิน 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ 48.3% ทำงาน 40–49 ชั่วโมง มีเพียง 3.1% ที่ทำงานต่ำกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เกือบครึ่งของแรงงาน รปภ. ไทย ทำงานเกินระดับมาตรฐานค่อนข้างมาก

หากคิดจากรายได้เฉลี่ยภายใต้เวลาทำงานมาตรฐานประมาณ 208 ชั่วโมงต่อเดือน (26 วัน * 8 ชม.) จะอยู่ราว 81 บาทต่อชั่วโมง แต่ในความเป็นจริง เมื่อเวลาทำงานยาวขึ้น รายได้ต่อชั่วโมงที่แท้จริงจึงต่ำกว่านั้นอีก

Advertisement

ในทางเศรษฐศาสตร์แรงงาน ปรากฏการณ์ลักษณะนี้มักสะท้อนระบบที่ยังแข่งขันผ่าน “ต้นทุนแรงงานต่ำ” มากกว่าการเพิ่มผลิตภาพผ่านเทคโนโลยีหรือการจัดการ

รปภ. คือแรงงานที่ทำให้เมืองไม่เคยหลับ

กรุงเทพฯ มีสัดส่วนแรงงาน รปภ. สูงสุดที่ 18.7% รองลงมาคือ ภูเก็ต (5%) ชลบุรี (3.4%) ฉะเชิงเทรา (2.9%) นนทบุรี (2.7%) และสมุทรปราการ (2.7%) แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ รปภ. ไม่ได้กระจุกอยู่แค่เมืองเศรษฐกิจ ยังพบการกระจายตัวในจังหวัดชายแดนและพื้นที่ความมั่นคง เช่น ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และตาก

นั่นหมายความว่า ความปลอดภัยเป็นต้นทุนพื้นฐานของทั้งเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และความมั่นคงของประเทศไปพร้อมกัน ในอีกความหมายหนึ่ง แรงงาน รปภ. กำลังทำหน้าที่คล้าย “urban security infrastructure” หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยของเมืองสมัยใหม่ ดังนั้น เมื่อกฎหมาย OT ใหม่มีผล ต้นทุนที่เปลี่ยนไปจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัท รปภ. แต่เกี่ยวข้องกับพื้นที่เศรษฐกิจหลายประเภททั่วประเทศ

รปภ. ไม่ได้อยู่แค่ “บริษัท รปภ.”

หลายคนอาจคิดว่า รปภ. ทำงานอยู่ในบริษัทรักษาความปลอดภัยเป็นหลัก แต่ข้อมูลจริงพบว่า

• 22.8% อยู่ในบริษัทจัดหาแรงงาน
• 19.3% อยู่ในบริการรักษาความปลอดภัย
• 5.2% อยู่ในอสังหาริมทรัพย์
• 4.9% อยู่ในค้าปลีกและโรงแรม
• 4.1% อยู่ในโลจิสติกส์

รปภ. จำนวนมากไม่ได้ทำงานอยู่ใน “บริษัท รปภ.” เพียงอย่างเดียว โดยกว่า 4 ใน 10 ทำงานผ่านระบบจ้างเหมาหรือบริษัทจัดหาแรงงาน ลักษณะดังกล่าวสะท้อนว่า อุตสาหกรรมนี้แข่งขันกันผ่านต้นทุนแรงงานเป็นสำคัญ ทำให้ชั่วโมงทำงานที่ยาวอาจไม่ใช่เพียงพฤติกรรมของแรงงาน แต่เป็นส่วนหนึ่งของโมเดลธุรกิจของภาคบริการไทย

เมื่อ OT เริ่มถูกตีมูลค่าใหม่

กฎหมายใหม่ที่เริ่มใช้ 24 เม.ย. 2569 กำหนดให้ รปภ. ที่ทำงานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน ต้องได้รับค่าล่วงเวลาอย่างน้อย 1.25 เท่า และวันหยุดสูงถึง 2.5 เท่า ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแรงงานกลุ่มนี้ เพราะที่ผ่านมา รปภ. จำนวนมากทำงานกะยาวโดยไม่ได้รับค่าล่วงเวลาอย่างชัดเจน

หากคิดจากรายได้เฉลี่ย 16,955 บาทต่อเดือน จะอยู่ที่ประมาณ 81 บาทต่อชั่วโมง และถ้าทำ OT วันละ 3 ชั่วโมง และทำงานวันเสาร์ซึ่งถือเป็นวันหยุดประมาณ 4 วันต่อเดือน รายได้ OT อาจเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 9,000 บาทต่อเดือน

• ค่าแรงเฉลี่ย ≈ 81 บาทต่อชั่วโมง
• OT วันทำงาน ≈ 101 บาทต่อชั่วโมง
• OT วันหยุด ≈ 202 บาทต่อชั่วโมง

นั่นหมายความว่า ในกรณีที่ยังทำ OT เท่าเดิม รายได้รวมอาจขยับจากประมาณ 17,000 บาท ไปใกล้ระดับ 26,000 บาทต่อเดือน ซึ่งถือว่ามีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของแรงงานเป็นอย่างยิ่ง

แน่นอนว่า ในทางปฏิบัติ นายจ้างบางส่วนอาจเลือกเพิ่มจำนวนพนักงาน ปรับรูปแบบการทำงานเป็น “เข้ากะ” แทน แต่ไม่ว่าทางเลือกจะเป็นแบบไหน สิ่งที่กำลังเปลี่ยนคือ “เวลาทำงาน” ของแรงงานกลุ่มนี้ เริ่มมีมูลค่าทางเศรษฐกิจและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายชัดเจนขึ้นกว่าเดิม

ประเทศไทยกำลังเริ่ม “จ่ายค่าความปลอดภัยตามจริง”

ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยคุ้นชินกับการมีแรงงานที่ทำงานยาว ค่าแรงไม่สูง และรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตลอด 24 ชั่วโมง กฎหมาย OT ใหม่จึงไม่ใช่แค่เรื่องเพิ่มค่าแรง แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดที่มีต่อแรงงาน

เมื่อ OT ถูกตีมูลค่าใหม่ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจึงอาจค่อย ๆ กระจายไปทั้งระบบ ตั้งแต่ค่าส่วนกลาง โรงแรม ห้าง โรงงาน โลจิสติกส์ ไปจนถึงธุรกิจบริการต่าง ๆ หรืออาจพูดได้ว่า เรากำลังเริ่มจ่ายต้นทุนที่แท้จริงของความปลอดภัย

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่าต้นทุนคือ เศรษฐกิจไทยจะสามารถเปลี่ยนผ่านจากระบบที่แข่งขันด้วยค่าแรงต่ำ ไปสู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพ เทคโนโลยี และคุณภาพแรงงานมากขึ้นได้หรือไม่

ขอบคุณที่มา Bnomics by Bangkok Bank

รปภ.ไทย