สันติธาร เตือนเศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดัน Double Squeeze จากคลื่นวิกฤต 3 ระลอก เสนอแนวทาง 5T รับมือวิกฤต
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ที่พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน ประชาชาติธุรกิจ หนังสือพิมพ์ธุรกิจในเครือมติชน จัดสัมมนา “Thailand Next – THE SUCCESSOR เชื่อมรุ่น สร้างอนาคต” เนื่องในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 50
นายสันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ประเทศไทยในเวลานี้เปรียบเสมือน “เรือลำหนึ่ง” ที่กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว จุดอ่อนด้านความมั่นคงทางพลังงาน และแรงกระแทกจากโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศยังมีความเปราะบางจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในระดับสูง ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
“โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยวันนี้ คือเราจำเป็นต้องลงทุน และจำเป็นต้องยกระดับ Productivity ของคนไทย”
นายสันติธาร กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญ “คลื่นยักษ์” 3 ระลอก ได้แก่ ระลอกแรก ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ระลอกที่สอง ต้นทุนสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น และระลอกสุดท้าย คือกำลังซื้อของประชาชนที่เริ่มอ่อนแรงลง
“ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนกำลังถูกบีบจากสองด้าน หรือที่เรียกว่า Double Squeeze ต้นทุนสูงขึ้น แต่รายได้และกำลังซื้อกลับลดลง”
ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไทยมีภาระหนี้ครัวเรือนสูงกว่า 80% ต่อ GDP ทำให้เศรษฐกิจมีความเปราะบางมากขึ้น ท่ามกลางโลกเศรษฐกิจยุคใหม่กำลังเปลี่ยนผ่านจาก “Efficiency First” หรือยุคที่แข่งขันกันด้วยต้นทุนต่ำ ไปสู่ “Security First” ที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคง ความปลอดภัย และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญของไทย เพราะประเทศไทยกำลังถูกมองเป็นพื้นที่ที่มีความปลอดภัยและเหมาะสำหรับการกระจายฐานการลงทุน สะท้อนจากตัวเลขการลงทุนจริงที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในช่วงไตรมาสแรกของปี ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 1.01 ล้านล้านบาท โดยเงินลงทุนจำนวนมากไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, Data Center, Electronics และ Green Economy

นายสันติธาร กล่าวว่า การรับมือวิกฤตครั้งนี้ไม่สามารถใช้เพียงมาตรการตั้งรับ แต่ต้อง “ประคองวันนี้ พร้อมสร้างวันพรุ่งนี้ไปพร้อมกัน” ผ่านกรอบนโยบาย 5T ประกอบด้วย
Target หรือการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า โดยมาตรการเยียวยาต้องตอบโจทย์แตกต่างกันในแต่ละปัญหา เช่น ช่วยผู้ประกอบการขนส่งในช่วงราคาพลังงานสูง หรือช่วยร้านค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลง
Transition เร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยเฉพาะ Green Logistics และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อลดจุดอ่อนเดิมของประเทศ
Transform ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้คนไทยและเอสเอ็มอีไทย ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการสร้างซัพพลาย เชน ภายในประเทศ
Transparent หรือความโปร่งใสในการใช้งบประมาณและมาตรการภาครัฐ โดยต้องสามารถตรวจสอบได้ และใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการ
Together การขับเคลื่อนร่วมกัน โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาชน รวมถึงคนรุ่นใหม่และคนรุ่นใหญ่ เพื่อเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับประเทศ
นายสันติธาร กล่าวว่า วันนี้ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องร่วมกัน “สร้างเรือลำใหม่” ที่ไม่ใช่เพียงพาประเทศให้รอดจากคลื่นวิกฤต แต่ต้องเป็นเรือที่แข็งแรงกว่าเดิม มีเครื่องยนต์ใหม่ ลดจุดอ่อนด้านพลังงาน และมีที่นั่งสำหรับทุกคน

