นักวิชาการ แนะธุรกิจ SMEs จะรอดได้อย่างไร โดยไม่ต้องเลิกจ้างพนักงาน ชูสร้างความแตกต่าง-ใช้เอไอ
วันที่ 28 พฤษภาคม รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ให้ความเห็นหัวข้อ”ธุรกิจ SMEs จะรอดได้อย่างไร โดยไม่ต้องเลิกจ้างพนักงาน” ดังนี้
1. SMEs ไทย : ไม่ปรับตัวไม่รอด
ปัจจุบัน SMEs ไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกธุรกิจ ทั้งด้านเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค รูปแบบการขายที่เปลี่ยนไป รวมถึงการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูกและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หาก SMEs ยังดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดิม เช่น ขายสินค้าแบบเดิม บริหารสต๊อกแบบเดิม มีโครงสร้างต้นทุนและค่าใช้จ่ายเท่าเดิม โดยไม่มีการปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป ย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะปิดตัวลง
ดังนั้น สิ่งสำคัญสำหรับ SMEs ไทยในวันนี้คือ “ปรับตัวให้ทัน” ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พัฒนาสินค้าและบริการให้แตกต่าง รวมถึงการมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ในยุคที่โลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวได้เร็ว จะมีโอกาสอยู่รอดและเติบโตได้มากกว่าผู้ที่ยังยึดติดกับวิธีการเดิม ๆ
2.อยู่รอด โดยไม่ลดแรงงาน
1.ลด OT ดีกว่าลดคน: ช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว หลายบริษัทเลือก “ลดจำนวนพนักงาน” เป็นทางออกแรกในการลดต้นทุน แต่ในความเป็นจริง การปลดพนักงานอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ในระยะสั้น แต่ส่งผลกระทบระยะยาว โดยเฉพาะการสูญเสียบุคลากรที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญขององค์กร หลายบริษัทจึงเริ่มปรับแนวทางบริหารต้นทุน โดยเลือก “ลด OT ดีกว่าลดคน” เพื่อรักษาทีมงานหลักไว้ให้ได้มากที่สุด พร้อมปรับรูปแบบการทำงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น ลดชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา (OT) สลับวันหรือเวลาการทำงาน ให้พนักงานทำงานได้หลากหลายมากขึ้น และย้ายทีมงานบางส่วนไปช่วยงานขายออนไลน์ การตลาด หรือบริการลูกค้า ส่งเสริมการพัฒนาทักษะใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
2.อย่าแข่งราคากับจีน : ไทยมีการนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะสินค้าราคาถูกจากจีนที่สามารถผลิตได้ในต้นทุนต่ำและมีปริมาณการผลิตจำนวนมาก สถานการณ์ดังกล่าวกลายเป็นแรงกดดันต่อ SMEs ไทย เพราะ SMES จำนวนมากยังดำเนินธุรกรูปแบบเดิม คือขายสินค้าใกล้เคียงกับสินค้าจีน คุณภาพไม่แตกต่าง ไม่มีแบรนด์ของตนเอง และไม่มีบริการเพิ่มเติมที่สร้างมูลค่าให้กับลูกค้า ทำให้สุดท้ายต้องแข่งขันกันที่ “ราคา” เพียงอย่างเดียว
ดังนั้น ทางรอดของ SMEs ไทย ไม่ใช่การแข่งขันด้านราคากับจีนโดยตรง แต่ต้องสร้าง “ความแตกต่าง” และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ เช่น พัฒนาสินค้าเฉพาะทางหรือสินค้าเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) เน้นคุณภาพและมาตรฐานที่สูงขึ้น สร้างแบรนด์ให้มีเอกลักษณ์และน่าเชื่อถือ เพิ่มบริการหลังการขายและการดูแลลูกค้า และส่งมอบสินค้าได้รวดเร็วและยืดหยุ่นกว่า
3.ใช้ AI และ Automation แบบ “เล็กแต่คุ้ม” : เทคโนโลยี AI และระบบ Automation กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ แต่หาก SMEs จำนวนมาก มองว่าเป็นเรื่องไกลตัว และต้องใช้เงินลงทุนสูง ในความเป็นจริง ธุรกิจสามารถเริ่มต้นใช้งานได้ในระดับเล็ก ๆ โดยใช้งบประมาณไม่มาก การใช้ AI มาใช้ ไม่ใช่การ “แทนที่คนทั้งหมด” แต่คือการช่วยลดภาระงานซ้ำ ๆ เพื่อให้พนักงานสามารถนำเวลาไปทำงานที่สร้างมูลค่าให้กับธุรกิจได้มากขึ้น เช่น ใช้ AI ช่วยตอบคำถามลูกค้าอัตโนมัติผ่านช่องทางออนไลน์ ใช้ AI ช่วยจัดทำเอกสาร ใช้ AI ทำสรุปบัญชี รายรับ–รายจ่าย และวิเคราะห์ต้นทุน ใช้ AI ทำระบบบริหารสต๊อกสินค้าแบบง่าย การปรับใช้เทคโนโลยีในลักษณะนี้ จะช่วยให้ธุรกิจสามารถ “ใช้คนน้อยลงในงานซ้ำ” แต่ยังคงรักษาบุคลากรไว้สำหรับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การดูแลลูกค้า และการพัฒนาธุรกิจ
4.เปลี่ยนวิธีคิดจาก “โตเร็ว” เป็น “โตปลอดภัย” : หลายปีที่ผ่านมา SMEs ไทยจำนวนมากเติบโตด้วยการขยายกิจการจากการกู้เงินลงทุน การใช้เครดิตทางการค้า หรือการสต๊อกสินค้าในปริมาณมากเพื่อรองรับยอดขายที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว หรือเกิดวิกฤตทางธุรกิจ หลายกิจการประสบปัญหาสภาพคล่อง ไม่สามารถบริหารภาระหนี้ได้ และสุดท้ายต้องลดขนาดธุรกิจหรือปิดกิจการลง ดังนั้น SMEs ยุคใหม่จึงต้องเปลี่ยนแนวคิดจาก “โตเร็ว” มาเป็น “โตอย่างปลอดภัยและยั่งยืน” โดยบริหารเงินสดและสภาพคล่องอย่างรอบคอบ ลดการพึ่งพาเงินกู้หรือหนี้สินเกินความจำเป็นควบคุมสต๊อกสินค้าให้เหมาะสม ลงทุนเฉพาะสิ่งที่สร้างผลตอบแทนและเพิ่มประสิทธิภาพจริง พัฒนาการทำงานให้รวดเร็ว มีคุณภาพ และลดต้นทุน

