หน้าแรก เศรษฐกิจ ดีอี โต้ล็อกส...

ดีอี โต้ล็อกสเปก TH-AI Passport จัดซื้อ 1.6 พันล้าน โปร่งใส ขยายผลเฟส 2 เตรียมของบปี’70

29.05.26 | 15:50 น.
TH-AI Passport

ดีอีแจง TH-AI Passport เดินหน้า Upskill–Reskill วางขยายผลเฟส 2 ปี 2570 มูลค่า 900 ล้านบาท ปูทาง Thai LLM สู่ National AI ย้ำจัดซื้อโปร่งใสเป็นไปตามกฎหมาย

 


  • ดีอีแจงทำตามนโยบาย Upskill–Reskill

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการแถลงข่าวชี้แจงรายละเอียดโครงการ “TH-AI Passport” ว่า โครงการดังกล่าวดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี เพื่อผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้จริง และเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับทักษะแรงงานไทยสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ แนวคิดโครงการเริ่มต้นมาตั้งแต่รัฐบาลเข้ารับตำแหน่งช่วงปลายเดือนกันยายน ถึง ต้นเดือนตุลาคม 2568 ซึ่งรัฐบาลกำหนดเรื่อง “Upskill-Reskill” ก่อนเริ่มออกแบบรายละเอียดโครงการและศึกษารูปแบบดำเนินงานประมาณ 1 เดือน จากนั้นได้เข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายครบทุกขั้นตอน เนื่องจากเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ จึงต้องผ่านคณะกรรมการคอมพิวเตอร์ของกระทรวงเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 พร้อมจัดทำราคากลางและแผนงบประมาณอย่างเป็นทางการ

“ณ วันนั้นรัฐบาลเข้ามา งบประมาณปี 2569 เริ่มต้นไปแล้ว ขณะที่กระทรวงเอง เป็นหน่วยที่ใช้งบประมาณไม่เยอะ อย่างไรก็ตาม เราพิจารณาแหล่งเงินจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งยังมีวงเงินเหลืออยู่ประมาณ 1,000 กว่าล้านบาท จึงนำมาคิดค้นและออกแบบโครงการ ว่าในวงเงินที่มีอยู่จะทำอะไรได้บ้าง” นายพชร กล่าว

Advertisement
  • ย้ำจัดซื้อโปร่งใส เปิดเชิญชวน 34 วัน มีผู้ยื่น 3 กลุ่มเคาะ 1,621 ล้านบาท

นายพชร กล่าวว่า หลังผ่านคณะกรรมการคอมพิวเตอร์ กระทรวงได้นำโครงการเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ และคณะกรรมการบริหารกองทุน ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก่อนเสนอแผนการใช้จ่ายเงินกองทุนต่อกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ตามขั้นตอนกฎหมายทุกประการ และยืนยันว่า โครงการ TH-AI Passport ไม่ได้ถูกเร่งรัดเป็นกรณีพิเศษ และในวันพิจารณากองทุนก็มีหลายโครงการเข้าสู่การพิจารณาพร้อมกัน

นายพชร ชี้แจงว่า สำหรับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีการประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ก่อนเปิดรับฟังความคิดเห็นหรือประชาพิจารณ์ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม ถึง 22 ธันวาคม 2568 ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมประมาณ 7 ราย หลังจากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนประกาศเชิญชวนระหว่างวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ถึง 26 มกราคม 2569 รวมระยะเวลากว่า 34 วัน ซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีผู้ยื่นเสนอราคาทั้งหมด 3 กลุ่ม และผู้ชนะเสนอราคาอยู่ที่ 1,621 ล้านบาท ต่ำกว่ากรอบวงเงินประมาณ 29 ล้านบาท ก่อนลงนามสัญญาเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569

“กระบวนการทั้งหมดเดินมาตามขั้นตอนปกติ ไม่ได้เร่งรัดอะไร และทำตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ที่กำชับให้ดำเนินการอย่างถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้” นายพชร กล่าว

  • ปูทางพัฒนา Thai LLM สู่ National AI

นายพชร กล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่รัฐบาลผลักดันโครงการ TH-AI Passport เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุค “AI Disruption” แต่กลับมีอัตราการใช้งาน AI ต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ ทั้งที่คนไทยมีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนในระดับสูง โดยโครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแพลตฟอร์ม AI ทั่วไป แต่เป็นการรวบรวมผู้ให้บริการ AI หลายราย ภายใต้โมเดลรวมกว่า 24 โมเดล เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงและทดลองใช้งานได้พร้อมกัน

“ผลจากการใช้งานทั้งหมดตลอดระยะเวลาโครงการ จะนำไปสู่การพัฒนา AI ของประเทศ หรือ National AI เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะพัฒนาแข่งกับ GPT หรือ AI ระดับโลก โดยไม่มีข้อมูลใช้งานจริง ยิ่งมีการใช้งานมาก AI ก็ยิ่งฉลาดขึ้น ดังนั้นข้อมูลจากโครงการนี้จะถูกนำไปต่อยอดใน Thai LLM เพื่อเร่งพัฒนา National AI ของประเทศให้เร็วที่สุด” นายพชร กล่าว

  • โต้ “ล็อกสเปก” TH-AI Passport

นายพชร กล่าวว่า ส่วนกรณีข้อครหาว่ามีการ “ล็อกสเปก” ผ่านเงื่อนไขประชาสัมพันธ์ในร้านสะดวกซื้อนั้น ขอยืนยันว่า การประชาสัมพันธ์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจกรรมทั้งหมดในโครงการ ซึ่งยังประกอบด้วยการจัดอบรม การพัฒนาหลักสูตร การจัดบูตแคมป์ การทดสอบ การแข่งขัน และการจัดกิจกรรมทั่วประเทศทั้ง 4 ภาค เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเข้ามาใช้งานจริง ส่วนกรณีการกำหนดให้มีประชาสัมพันธ์ผ่านจอในร้านสะดวกซื้อ ไม่ได้ระบุว่าเป็นผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง เพราะร้านสะดวกซื้อมีหลายแบรนด์ หลายเครือข่าย และงบประชาสัมพันธ์มีสัดส่วนไม่ถึง 40 ล้านบาทจากทั้งโครงการ

นายพชร กล่าวว่า ทั้งนี้ การจัดซื้อแบบ “ซื้อรวม” เป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับลักษณะโครงการ เนื่องจากเป็นงานที่ต้องใช้การประมวลผลในภาพรวม (multimodal) และต้องการนำข้อมูลไปต่อยอดระบบ ไม่สามารถแยกซื้อเป็นรายส่วนได้ เพราะอาจเข้าข่าย “การแบ่งซื้อแบ่งจ้าง” ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หากดำเนินการซื้อแบบแยกส่วนรายผู้ให้บริการ อาจทำให้เกิดข้อจำกัดด้านการนำข้อมูลไปใช้ต่อยอด เนื่องจากข้อมูลจะถูกเก็บและประมวลผลอยู่ภายในระบบของแต่ละผู้ให้บริการ ไม่สามารถนำมารวมศูนย์เพื่อพัฒนาเป็นฐานข้อมูลของประเทศได้ ขณะที่โครงการนี้มีเป้าหมายชัดเจนในการสร้างคลังข้อมูลกลาง เพื่อใช้พัฒนา “Thai LLM” และต่อยอดไปสู่การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของประเทศในระยะยาว

  • วางแผนต่อเนื่อง 2 เฟส เตรียมขอปี 2570 ยกเทียบสิงคโปร์

นายพชร กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการ TH-AI Passport ถูกออกแบบให้เป็นการดำเนินงานแบบต่อเนื่องหลายระยะ (เฟส) โดยระยะแรกใช้งบประมาณกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นหลัก ก่อนจะต่อยอดไปสู่เฟสที่ 2 ซึ่งเตรียมขอรับงบประมาณปี 2570 เพื่อขยายผลโครงการในลักษณะเดียวกัน แต่มีวงเงินลดลงตามระยะเวลาและขอบเขตการดำเนินงานที่สั้นลง โดยยืนยันว่าเป็นการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ต่อเนื่อง ไม่ใช่การดำเนินงานแบบโครงการระยะสั้น

นายพชร กล่าวถึงแนวทางการพัฒนา AI ในภาพรวมว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม โดยอ้างอิงแนวทางของประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สิงคโปร์ ที่มีการลงทุนระดับหลายหมื่นล้านบาทเพื่อส่งเสริมการใช้ AI ในวงกว้าง ซึ่งประเทศไทยจะต้องพิจารณาตามกำลังงบประมาณและโครงสร้างประชากร โดยประเมินกลุ่มเป้าหมายหลักราว 5–10% ของประชากรที่อยู่ในระบบหรือกำลังเข้าสู่ระบบ

ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายของโครงการครอบคลุม 4 กลุ่มหลักตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป ได้แก่ นักเรียนและนักศึกษา แรงงาน ภาครัฐ และประชาชนทั่วไป โดยตั้งเป้าให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึง AI ได้อย่างเท่าเทียม เพื่อเพิ่มจำนวนการใช้งานและความหลากหลายของข้อมูล ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการพัฒนา National AI ของประเทศในอนาคต พร้อมย้ำว่าแนวทางดังกล่าวเป็นการดำเนินงานเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการใช้งบประมาณระยะสั้นเพียงครั้งเดียว

นายพชร ชี้แจงรายละเอียดความคืบหน้าโครงการ TH-AI Passport โดยระบุว่า โครงการจะเดินหน้าสู่ระยะที่ 2 ด้วยกรอบงบประมาณประมาณ 900 ล้านบาท เพื่อขยายผลการใช้งานและยกระดับการพัฒนาทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของประชาชนไทย

นายพชร กล่าวว่า เฟส 2 ของโครงการเป็นการต่อยอดจากเฟสแรก โดยมุ่งเน้นการเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานและขยายกิจกรรม Upskill–Reskill ผ่านแพลตฟอร์ม AI แบบรวมศูนย์ ซึ่งจะเปิดให้ประชาชนเข้าถึงโมเดล AI ได้หลากหลายประมาณ 20-25 โมเดลในระบบเดียว พร้อมเชื่อมโยงกับแนวคิด “Learn to Earn” ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถปลดล็อกสิทธิ์การใช้งานระดับสูง (Pro) ผ่านการเรียนรู้และอบรมทักษะ

โครงการ TH-AI Passport เฟส 2 ยังคงตั้งเป้าหมายผู้ใช้งานรวม 5 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นราว 10% ของประชากรกลุ่มเป้าหมายอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยรัฐบาลมองว่าเป็นฐานสำคัญในการสร้าง AI ecosystem ของประเทศ และเพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างทั่วถึง ในด้านยุทธศาสตร์ข้อมูล โครงการจะนำข้อมูลการใช้งานที่ถูกจัดเก็บแบบไม่ระบุตัวตน (Anonymous) ไปใช้ต่อยอดในการพัฒนา Thai LLM และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนา “National AI” หรืออธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์ของประเทศ โดยย้ำว่าข้อมูลจะไม่ถูกเชื่อมโยงกลับไปยังตัวบุคคล และอยู่ภายใต้กรอบการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

นายพชรกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการเฟส 2 มีแผนดำเนินงานต่อเนื่องประมาณ 7 เดือน และเตรียมเสนอของบประมาณเพิ่มเติมในปี 2570 เพื่อขยายผลในระยะถัดไป พร้อมย้ำว่าการดำเนินงานทั้งหมดอยู่ภายใต้หลักความโปร่งใส และมุ่งเน้นให้เกิดการใช้งานจริงในวงกว้าง ไม่ใช่เพียงการทดลองเชิงนโยบาย โดยหวังว่าโครงการ TH-AI Passport จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับทักษะดิจิทัลของประชาชน และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในยุค AI Disruption โดยเฉพาะการเตรียมกำลังคนเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต