แสงชัย แนะทางรอดผู้ประกอบการไทย เปลี่ยนเปราะบางเป็นยืดหยุ่น ผ่าน 8 ยุทธศาสตร์
วันที่ 29 พ.ค. นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ให้ความเห็น”ทางรอดเอสเอ็มอีไทย” ว่า ประเทศไทยท่ามกลางพิษสงครามภูมิเศรษฐศาสตร์ ดุลยภาพโลกแห่งความขัดแย้งการแบ่งขั้วแยกข้างและใช้เครื่องมือสร้างเงื่อนไขทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ มาเป็นข้อต่อรอง ส่งผลต่อความตึงเครียดทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงพลังงาน และต้นทุนผู้ประกอบการ ค่าครองชีพประชาชน, สงครามเทคโนโลยี AI ที่แข่งขันความเป็นมหาอำนาจ ในการต่อยอดขีดความสามารถแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัล AI และนวัตกรรม เพื่อความได้เปรียบการพัฒนา ทั้งกำลังคนทักษะสูง สู่เศรษฐกิจผลิตภาพ และมูลค่าสูง ที่พึ่งพาความมั่นทางเทคโนโลยี AI เป็นของตนเอง
สงครามโลกเดือดที่ทวีความรุนแรง จากภัยพิบัติธรรมชาติ อุปสรรคจากนโยบายความร่วมมือในการสร้างความยั่งยืนบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของนานาประเทศที่สหรัฐอเมริกาแยกตัวออกไปและการส่งเสริมเร่งมาตรการตระหนักรู้ ESG และกลไกทางการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) ที่นำไปสู่การเข้าถึงมาตรฐานต่างๆ และการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจยั่งยืน
สงครามโครงสร้างประชากรกับความเหลื่อมล้ำ โอกาสและความท้าทายของ เศรษฐกิจสูงวัย สู่ เศรษฐกิจสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีตลอดทุกช่วงวัย ขณะที่การออกแบบระบบสวัสดิการความเป็นอยู่ที่ดีของประเทศไทยที่ต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับขีดความสามารถ เพื่อเพิ่มรายได้ผู้ประกอบการและประชาชน เข้าใจความต้องการ(Empathy) และสามารถออกแบบมาตรการจูงใจเข้าระบบภาษี และนำงบประมาณไปใช้ในการบริหารจัดการพัฒนาประเทศด้วยธรรมาภิบาล โปร่งใสปราศจากการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งจะส่งผลต่อการส้รางความไว้วางใจ และศรัทธาในการที่จะร่วมกันเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ไปสู่อนาคตที่ดีกว่าเดิม
ดังนั้น “ทางรอดเอสเอ็มอีไทย” ต้องให้ความสำคัญแผนกลยุทธ์ธุรกิจที่ครอบคลุมแผนธุรกิจการบริหารประเมินธุรกิจและการบริหารความเสี่ยงที่คำนึงถึงปัจจัยภายในและภายนอกรอบด้านเพื่อออกแบบกลยุทธ์ฝ่าความท้าทายพลิกวิกฤตเป็นโอกาสและเปลี่ยนโอกาสเป็นความอยู่รอดอย่างยั่งยืนในทุกสถานการณ์เศรษฐกิจ เปลี่ยนเปราะบางเป็นยืดหยุ่น ด้วยความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนอย่างมียุทธศาสตร์ กลยุทธ์ที่ชัดเจนต่อเนื่อง 8 ประเด็น
1.”เพิ่มรายได้” ความเป็นผู้ประกอบการกับการรักษาลูกค้าเดิม แสวงหาลูกค้าเป้าหมายเพิ่ม เข้าถึงข้อมูลตลาดและใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพรวมทั้งการสร้างแบรนด์ สร้างความไว้วางใจเชื่อมั่้นศรัทธาของผลิตภัณฑ์ บริการ ผู้นำองค์กรและองค์กรเอสเอ็มอี ขณะที่ภาครัฐต้องเร่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศที่เชื่อมโยงให้เอสเอ็มอีเพิ่มโอกาสและอำนวยความสะดวกมากขึ้นในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ
2.”ลีนรายจ่าย” 2 ทาง คือ ด้วยเอสเอ็มอีเองและมาตรการภาครัฐ เพื่อช่วยกันลดต้นทุนวัตถุดิบ, ปัจจัยการผลิต, พลังงานน้ำมันและไฟฟ้า, ขนส่งโลจิสติกส์และค่าการตลาดออนไลน์ แพลตฟอร์มต่างๆ การเร่งปรับโครงสร้างต้นทุนและราคาพลังงานที่เป็นธรรมกับประชาชนและผู้ประกอบการรร่วมกับมาตรการปรับโครงสร้างพลังงานประเทศสู่พลังงานสะอาดอย่างเร่งด่วน เป็นต้น
3.”เพิ่มขีดแรงงาน” ยกระดับเพิ่มขีดความสามารถของแรงงานในการพัฒนาทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำงานในแต่ละอุตสาหกรรม และทักษะแห่งอนาคต เพื่อรักษาการจ้างงาน การสร้างงานที่มีคุณค่าส่งผลต่อการจ้างงานที่ยกระดับรายได้แรงงานและผลตอบแทนที่เหมาะสมเป็นธรรม การบูรณาการแพลตฟอร์มการจ้างงานจับคู่จ้างงานเชื่อมภาคเอกชน ภาคการศึกษาในระดับประเทศ
4.”เปลี่ยนท้องถิ่นสู่สากล” ด้วยการเพิ่มการเข้าถึงการพัฒนาคุณภาพ การรับรองมาตรฐานที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจทั้งภาคบังคับและภาคสมัครใจที่จะเพิ่มโอกาสให้กับเอสเอ็มอีในการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศได้เพิ่มมากขึ้น อาทิ มาตรฐาน อย. มาตรฐานฮาลาล มาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม และระบบคุณภาพต่างๆ เป็นต้น
5.”ฝัง DNA AI-Innovation” การคัดเลือกและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล AI ความสร้างสรรค์และนวัตกรรมให้สามารถยกระดับคุณค่าเพิ่มมูลค่าและผลิตภาพในกระบวนการธุรกิจในแต่ละขั้นตอน ผลิตภัณฑ์ บริการและรูปแบบธุรกิจ (Business model) การตระหนักรู้ด้าน Cybersecurity การส่งเสริมทรัพย์สินทางปัญญาให้ตระหนักรู้ เข้าถึงและใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้น
6.”เข้าถึงทุน” การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนทางการเงินต่ำในระบบสถาบันการเงินของรัฐให้กับเอสเอ็มอี เพื่อการเพิ่มสภาพคล่อง มีเงินทุนหมุนเวียนที่เพียงพอ ลดข้อจำกัดเกณฑ์การเข้าถึงแหล่งทุน ลดปัญหาหนี้นอกระบบและมีกลไกการพัฒนาเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่องตรงตามความต้องการหรือสภาพปัญหาของธุรกิจ
7.”สร้างเครือข่าย” การส่งเสริมระบบนิเวศธุรกิจเอสเอ็มอีให้สามารถเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนและพันธมิตรทางธุรกิจภาคเอกชนที่เป็นกลไกเครือข่ายช่วยเหลือซึ่งกันและกันรวมทั้งเป็นช่องทางเพิ่มการเข้าถึงมาตรการภาครัฐที่เป็นประโยชน์และโอกาสกับเอสเอ็มอีเพิ่มมากขึ้น
8.”ปลดล็อค ปกป้อง ป้องกัน ปราบปราม” ปฏิรูปกฎหมายและระเบียบที่สร้างโอกาสมากกว่าการควบคุม ปรับกติกาการเพิ่มโอกาสทางการค้าการลงทุนที่ส่งเสริมเอสเอ็มอีอย่างเป็นรูปธรรมเข้าถึงได้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายและการติดตามปราบปราม ป้องกันเศรษฐกิจนอกระบบ ธุรกิจผิดกฎหมาย ธุรกิจนอมินี ทุนเทา การแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมเอาเปรียบเอสเอ็มอี การใช้ SME-GP ของรายใหญ่และนอมินีต่างชาติ
สิ่งสำคัญ คือ การออกแบบมาตรการของภาครัฐแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานเชิงบูรณาการร่วมกันในการส่งเสริมการสร้างแผนกลยุทธ์ธุรกิจอย่างง่ายๆ มีระบบพี่เลี้ยง/ที่ปรึกษาทางธุรกิจเอสเอ็มอีให้สามารถเปลี่ยนผ่านได้อย่างราบรื่น ทั้งขนาดกลาง ขนาดย่อมและขนาดย่อย โดยสามารถจัดเป็นแบบกลุ่มตามขนาดธุรกิจ ตามประเภทธุรกิจและตามพื้นที่เพื่อให้เอสเอ็มอีมองเห็นจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค
พร้อมมีข้อมูลที่เพียงพอ มีแผนรองรับเผชิญฉากทัศน์ต่างๆ ได้อย่างรัดกุมรอบครอบรอบด้าน และยกระดับความเข้มแข็งของธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อทิศทางทะยานเป้าหมาย GDP SME ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของ GDP ประเทศไทย เพราะต่อจากนี้ไปการที่จะให้ “เอสเอ็มอีไทยมีทางรอด เศรษฐกิจไทยมีทางออก ประเทศไทยมีทางยั่งยืน รัฐบาลต้องเร่งสร้างทางธรรมาภิบาล” วางรากฐานเศรษฐกิจลดเหลื่อมล้ำด้วย “เอสเอ็มอีช่วยคิด รัฐช่วยทำ ร่วมกันนำประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน”

