หน้าแรก เศรษฐกิจ ความผันผวนตะว...

ความผันผวนตะวันออกกลาง แรงขับเชิงโครงสร้างต่อพลังงานและดิจิทัลโลก กับการปรับตัวเชิงรุกของไทย

30.05.26 | 10:04 น.
ความผันผวนตะวันออกกลาง แรงขับเชิงโครงสร้างต่อพลังงานและดิจิทัลโลก กับการปรับตัวเชิงรุกของไทย

ความผันผวนตะวันออกกลาง
แรงขับเชิงโครงสร้างต่อพลังงานและดิจิทัลโลก
กับการปรับตัวเชิงรุกของไทย

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางในช่วงที่ผ่านมา มิได้เป็นเพียงเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันในระยะสั้นอีกต่อไป หากแต่กำลังกลายเป็น “แรงขับเชิงโครงสร้าง” ที่ทำให้หลายประเทศต้องทบทวนวิธีคิดต่อพลังงาน โลจิสติกส์ ดิจิทัล และห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศใหม่ทั้งหมดในอดีต โลกาภิวัตน์ถูกขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพเป็นหลัก ประเทศต่างๆ มุ่งแสวงหาเส้นทางที่สั้นที่สุด ต้นทุนต่ำที่สุด และระบบการผลิตที่เชื่อมโยงกันอย่างลื่นไหลที่สุด แต่ในโลกปัจจุบันความเสี่ยงจากสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี กำลังทำให้วิธีคิดและมุมมองดังกล่าวเปลี่ยนไป โลกไม่ได้แข่งขันกันเพียงว่า ใครผลิตได้ถูกกว่า หรือขนส่งได้เร็วกว่า หากแต่แข่งขันกันว่า ใครสามารถรักษาความต่อเนื่องของระบบเศรษฐกิจได้ดีกว่าในยามวิกฤต

กรณีช่องแคบฮอร์มุซสะท้อนภาพนี้ได้อย่างชัดเจน เส้นทางเดินเรือดังกล่าวเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของระบบพลังงานโลก เนื่องจากเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากภูมิภาคตะวันออกกลางไปยังตลาดโลก โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจหลักในเอเชีย เมื่อช่องแคบแห่งนี้เผชิญความไม่แน่นอน ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น

แต่ยังส่งผ่านไปยังต้นทุนขนส่ง ค่าประกันภัย ต้นทุนการผลิต ค่าไฟฟ้า เงินเฟ้อ และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานในหลายประเทศพร้อมกัน

ความเสี่ยงจากฮอร์มุซทำให้ประเทศผู้ส่งออกพลังงานในตะวันออกกลางเริ่มเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางเลือก ทั้งท่อส่งน้ำมัน เส้นทางขนส่งทางบก คลังสำรองพลังงาน และท่าเรือที่สามารถลดการพึ่งพา chokepoint สำคัญได้บางส่วน ซาอุดีอาระเบียมี East-West Pipeline ที่เชื่อมแหล่งผลิตน้ำมันไปยังชายฝั่งทะเลแดง ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์พัฒนาเส้นทางท่อส่งน้ำมันไปยัง Fujairah เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาฮอร์มุซบางส่วน แม้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ยังไม่สามารถทดแทนบทบาทของฮอร์มุซได้ทั้งหมด แต่ก็สะท้อนทิศทางสำคัญว่า โลกพลังงานกำลังเปลี่ยนจากการเลือกเส้นทางที่ต้นทุนต่ำที่สุด ไปสู่เส้นทางที่ปลอดภัยกว่าและยืดหยุ่นกว่า

Advertisement

ด้านประเทศผู้นำเข้าพลังงาน ความเสี่ยงเดียวกันนี้ได้เร่งให้มหาอำนาจเอเชียต้องปรับยุทธศาสตร์พลังงานอย่างจริงจัง จีนและญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะทั้งสองประเทศเผชิญโจทย์เดียวกัน คือ การลดความเปราะบางจากการพึ่งพาเส้นทางพลังงานทางทะเล แต่เลือกวิธีที่แตกต่างกัน

จีนพยายามสร้างสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า “Continental Resilience” หรือความยืดหยุ่นผ่านภาคพื้นทวีป โดยเร่งขยายท่อส่งพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงกับรัสเซีย และเอเชียกลาง เพื่อลดการพึ่งพาเส้นทางทะเลที่อาจอยู่ภายใต้แรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ญี่ปุ่นเลือกยุทธศาสตร์ “Diversification and Redundancy” หรือการกระจายแหล่งนำเข้าและเส้นทางขนส่งให้หลากหลายที่สุด ผ่านความร่วมมือกับประเทศในเอเชียกลาง และที่อยู่โดยรอบทะเลแคสเปียน ตลอดจนส่งเสริมเส้นทาง Middle Corridor ที่เชื่อมโยงระหว่างเอเชียกลางกับเอเชียตะวันออก เพื่อสร้างกันชนเชิงยุทธศาสตร์ให้ระบบพลังงานของตนเอง

แม้จีนและญี่ปุ่นเลือกแนวทางต่างกัน แต่ทั้งสองกรณีสะท้อนบทเรียนเดียวกัน คือ ความมั่นคงทางพลังงานในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้หมายถึงการมีแหล่งพลังงานราคาถูกเพียงพอเท่านั้น แต่หมายถึงความสามารถในการกระจายความเสี่ยง ควบคุมเส้นทางสำคัญ สร้างทางเลือกสำรอง และรักษาความต่อเนื่องของระบบเศรษฐกิจเมื่อเผชิญแรงกระแทกจากภายนอก พลังงานจึงไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยการผลิตอีกต่อไป แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยตรง

ขณะเดียวกัน ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโลกพลังงานเท่านั้น แต่กำลังขยายไปสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างลึกซึ้ง การเติบโตของ AI, Cloud Computing และ Data Centers ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจดิจิทัลที่ดูเหมือนไร้น้ำหนัก แท้จริงแล้วตั้งอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้อย่างมาก ทั้งไฟฟ้า ระบบสายส่ง ศูนย์ข้อมูล ระบบทำความเย็น และแหล่งพลังงานที่มีเสถียรภาพ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง โลกดิจิทัลไม่ได้ลอยอยู่บนคลาวด์อย่างที่เข้าใจกันทั่วไป หากแต่ตั้งอยู่บนพลังงานจำนวนมหาศาล ยิ่ง AI และ Data Centers กลายเป็นแกนกลางของเศรษฐกิจใหม่มากเท่าใด ความมั่นคงทางพลังงานก็ยิ่งกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลมากขึ้นเท่านั้น ประเทศที่ต้องการเป็นศูนย์กลางดิจิทัลจึงไม่อาจพิจารณาเฉพาะโครงข่ายอินเตอร์เน็ตหรือสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน แต่ต้องพิจารณาความพร้อมของระบบพลังงานสะอาด เสถียรภาพของไฟฟ้า และความสามารถในการบริหารความต้องการใช้พลังงานในระยะยาวควบคู่กันไป

นี่คือจุดที่พลังงานและดิจิทัลเริ่มหลอมรวมเป็นโจทย์ยุทธศาสตร์เดียวกัน หากพลังงานสะดุด ดิจิทัลก็สะดุด หากต้นทุนไฟฟ้าผันผวน ความสามารถในการดึงดูด Data Centers และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงก็ลดลง หากประเทศใดสามารถสร้างระบบพลังงานที่สะอาด มั่นคง และยืดหยุ่นได้ ประเทศนั้นย่อมมีโอกาสสูงกว่าในการดึงดูดการลงทุนแห่งอนาคต

สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งในตะวันออกกลาง แต่อยู่ที่โครงสร้างการเชื่อมโยงของเศรษฐกิจไทยกับระบบเศรษฐกิจโลก ไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน วัตถุดิบต้นน้ำ เส้นทางโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ และตลาดส่งออกในระดับสูง เมื่อโลกเริ่มปรับโครงสร้างบนฐานของความเสี่ยง ไทยจึงจำเป็นต้องปรับตำแหน่งของตนเองในเครือข่ายเศรษฐกิจโลกให้เร็วพอ

โจทย์สำคัญของไทยจึงไม่ใช่เพียงการรับมือกับราคาน้ำมันที่ผันผวน หรือการรอให้วิกฤตผ่านไปแล้วจึงปรับตัว แต่เป็นการมองว่า ความผันผวนเหล่านี้กำลังเปลี่ยนกติกาของการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว ห่วงโซ่อุปทานโลกไม่ได้เพียงหยุดชะงักเป็นครั้งคราว หากแต่กำลังเปลี่ยนทิศทาง ภายใต้เงื่อนไขใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคง ความยืดหยุ่น และความสามารถในการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น

ในบริบทดังกล่าว ไทยควรเริ่มจากการทำแผนที่ใหม่ของความเปราะบางในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งด้านพลังงาน วัตถุดิบต้นน้ำ สินค้าสำคัญ เส้นทางขนส่ง และตลาดส่งออกหลัก เพื่อให้เห็นว่าจุดใดคือความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง จุดใดคือความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งเดียวหรือเส้นทางเดียว และจุดใดคือโอกาสที่ไทยสามารถเข้าไปสร้างบทบาทใหม่ได้ การมีข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้จะช่วยให้การกำหนดนโยบายไม่ใช่เพียงการตอบสนองต่อวิกฤตเฉพาะหน้า แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเชิงยุทธศาสตร์ล่วงหน้า

ประการต่อมา ไทยควรประเมินบทบาทของตนเองในโครงข่ายพลังงานและโลจิสติกส์ใหม่ของภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการกระจายแหล่งนำเข้าพลังงาน การพัฒนาเส้นทางขนส่งทางเลือก การเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ทางบกและทางทะเล การยกระดับพลังงานสะอาดและเชื้อเพลิงแห่งอนาคต รวมถึงการสร้างความร่วมมือ ด้านพลังงานกับประเทศคู่ค้าอย่างรอบด้าน เนื่องจากในโลกที่เส้นทางพลังงานกลายเป็นเครื่องมือภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศที่ไม่มีทางเลือกย่อมมีอำนาจต่อรองจำกัด

อีกด้านหนึ่ง ไทยควรมองโอกาสจากการเป็น Regional Node ของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การดึงดูด Data Centers, Cloud Services และอุตสาหกรรมดิจิทัลขั้นสูง จะเกิดขึ้นได้เมื่อไทยมีพลังงานที่มั่นคง เพียงพอ มีต้นทุนแข่งขันได้ และสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน ขณะเดียวกัน ไทยต้องเชื่อมโยงนโยบายดิจิทัลเข้ากับนโยบายพลังงานและนโยบายอุตสาหกรรม มิใช่มองแยกออกจากกัน เนื่องจากเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะต่อไปจะเติบโตได้บนฐานของพลังงานที่มีเสถียรภาพเท่านั้น

ท้ายที่สุด ไทยจำเป็นต้องปรับวิธีคิดด้านนโยบายเศรษฐกิจ จากเดิมที่เน้น Cost Optimization หรือการลดต้นทุนเป็นหลัก ไปสู่ Risk Management หรือการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ เครื่องมือสำคัญ ได้แก่ การจัดทำ Scenario Planning การพัฒนาระบบ Early Warning ด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทาน การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อเฝ้าระวังความเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก และการออกแบบมาตรการที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs และผู้ส่งออก สามารถปรับตัวได้รวดเร็วขึ้นเมื่อเผชิญกับแรงกระแทกจากภายนอก

ความผันผวนในตะวันออกกลาง จึงเป็นมากกว่าวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาคหนึ่ง หากแต่เป็นกระจกสะท้อนระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น ระเบียบที่พลังงาน ดิจิทัล โลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก และระเบียบที่ความได้เปรียบของประเทศไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการปรับตัวเร็วที่สุด ยืดหยุ่นที่สุด และรักษาความต่อเนื่องของเศรษฐกิจได้ดีที่สุด

สำหรับประเทศไทย การขยับเชิงรุกจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์ เพราะในโลกที่กำลังเปลี่ยนจาก Efficiency ไปสู่ Resilience ประเทศที่รอให้ความเปลี่ยนแปลงมาถึงก่อนจึงค่อยปรับตัว อาจพบว่าตนเองถูกจัดวางอยู่ปลายทางของห่วงโซ่ใหม่โดยไม่ทันตั้งตัว แต่ประเทศที่อ่านสัญญาณได้เร็ว ทำแผนที่ความเสี่ยงได้ชัด และกล้าปรับตำแหน่งของตนในเครือข่ายเศรษฐกิจโลก ย่อมมีโอกาสรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างบทบาทใหม่ในเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างลึกซึ้ง