ไชยชนก แจง TH-AI Passport มีต้นทุนแค่ 27 บาท/คน/เดือน ถูกกว่าสิงคโปร์ 20 เท่า ใครมองมีช่องโหว่ตรวจสอบได้
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร กรณีโครงการ “TH-AI Passport” ว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย หรือ Super Aging Society ซึ่งจะทำให้กำลังแรงงานลดลง ดังนั้น AI จึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุด ในการช่วยเพิ่ม Productivity ให้กับประเทศ และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต
นายไชยชนก กล่าวว่า โครงการ TH-AI Passport ไม่ใช่เพียงการซื้อ AI ระดับ Pro มาแจกให้ประชาชนใช้ฟรี แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศ หรือ Ecosystem ด้าน AI ของประเทศไทย ผ่านแพลตฟอร์ม “Learn to Earn” ที่จะมีทั้งหลักสูตรเรียนรู้ด้าน AI การสอนเรื่อง Prompting และระบบรับรองทักษะ (Certification) ร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อให้ประชาชนสามารถนำทักษะด้าน AI ไปต่อยอดการทำงานและสร้างรายได้ได้จริง โดยเป้าหมายการเปิดให้ใช้งาน 5 ล้านคน มาจากการประเมินอัตราการเข้าถึง AI ของประเทศไทยที่ปัจจุบันอยู่ราว 10.7% ต่ำกว่าเวียดนามที่อยู่ 23.5% และสิงคโปร์ที่อยู่ 60.9% ดังนั้น หากผลักดันให้มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอีก 5 ล้านคน จะช่วยให้อัตราการเข้าถึง AI ของไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 22-23% ใกล้เคียงกับประเทศเวียดนาม
นายไชยชนก กล่าวว่า ส่วนข้อสังเกตเกี่ยวกับความรวดเร็วในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ฝ่ายค้านระบุว่า ใช้เวลาเพียง 34 วันนั้น ได้ชี้แจงว่า ข้อเท็จจริงโครงการเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 และมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นหรือประชาพิจารณ์ในช่วงเดือนธันวาคม รวมระยะเวลาดำเนินการทั้งสิ้นกว่า 5 เดือน ไม่ได้เป็นการดำเนินการแบบเร่งรีบ และเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ
นอกจากนี้ “โครงการ TH-AI Passport มีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 27 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าค่าใช้จ่ายของประเทศสิงคโปร์ที่มีต้นทุนราว 700 บาทต่อคนต่อเดือน เกือบ 20 เท่า ส่วนกรณีผู้ชนะการประมูลนั้น หากเอกชนรายใดไม่สามารถดำเนินการได้ตามนโยบาย รัฐก็มีหน้าที่เข้าไปดำเนินการแก้ไข และยินดีให้มีการตรวจสอบทุกขั้นตอน หากมีหลักฐานเกี่ยวกับการทุจริตหรือความไม่โปร่งใส” นายไชยชนก กล่าว
นายไชยชนก กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ รัฐบาลมีกำหนดเปิดตัวและเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการภายในเดือนมิถุนายนนี้ โดยยืนยันว่าขั้นตอนการลงทะเบียนไม่ยุ่งยาก การยืนยันตัวตนทำขึ้นเพื่อบริหารจัดการสิทธิ์ไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนเท่านั้น ส่วนเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน คำถาม คำตอบ และคำสั่ง Prompt ทั้งหมด จะถูกจัดเก็บภายใต้ระบบที่ไม่ระบุตัวตน (Anonymous) เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน อีกทั้งบริษัทผู้พัฒนาโมเดล AI ในต่างประเทศ จะไม่สามารถนำข้อมูลจากโครงการนี้ไปใช้ได้
“สำหรับเป้าหมายสำคัญของการจัดเก็บข้อมูลไว้ในประเทศไทย คือการนำคลังข้อมูลภาษาไทยมาใช้เป็นฐานในการฝึกและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของประเทศเอง หรือ “Thai LLM” เพื่อมุ่งสู่การมี “อธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์” (Sovereign AI) ที่สามารถแข่งขันและก้าวทันเทคโนโลยีระดับสากล โดยโครงการดังกล่าวตั้งเป้าผู้ใช้งานไว้ที่ 5 ล้านราย ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่เหมาะสม หลังจากก่อนหน้านี้กระทรวงดีอีเคยทดลองเปิดโครงการร่วมกับ Google Gemini เป็นเวลา 1 เดือน และมีผู้สมัครใช้งานประมาณ 3 แสนราย” นายไชยชนก กล่าว
นายไชยชนก กล่าวว่า สำหรับกรณีการจัดซื้อจัดจ้างและการล็อกสเปก เป็นกระบวนการดำเนินโครงการที่ไม่ได้เร่งรีบ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ก่อนเปิดประชาพิจารณ์ร่างทีโออาร์ระหว่างวันที่ 15-22 ธันวาคม 2568 ซึ่งกระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมายและระบบ e-bidding ใช้เวลาดำเนินการรวมกว่า 5 เดือน
นายไชยชนก กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ทีโออาร์ของโครงการมีทั้งหมด 33 หน้า โดยส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์มีเพียง 2 หน้าเท่านั้น หลังจากนั้นจึงได้เข้าสู่กระบวนการยื่นข้อเสนอโครงการ ซึ่งใช้เวลา 34 วัน ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัย หน่วยงานพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกขั้นตอน และยืนยันว่าเป้าหมายของรัฐบาล คือการผลักดันให้ประชาชนเข้าถึง AI ระดับโปร เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีและยกระดับศักยภาพแรงงานไทย
ทั้งนี้ ในขั้นตอนการเสนอราคามีผู้ร่วมเสนอราคา จำนวน 3 กลุ่ม สำหรับผู้ชนะการประกวด คือ กิจการค้าร่วมทีเอช ซึ่งเสนอราคา 1,621 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าราคากลางที่กำหนดไว้ประมาณ 1.76 % (งบประมาณ 1,650 ล้านบาท) ขณะที่เรื่องของข้อกำหนดใน TOR ด้านการประชาสัมพันธ์ ซึ่งได้มีข้อกำหนดให้มีการประชาสัมพันธ์อย่างแพร่หลายในสื่อต่างๆ ทั้งโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่แค่การประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัล 6,000 จอ 1,500 สาขา ในร้านสะดวกซื้อ เพียงช่องทางเดียว หรือใช้บริการจากเจ้าของอุปกรณ์เพียงรายเดียว โดยมีการสร้างความตระหนักให้ประชาชนเข้าถึงโครงการดังกล่าว ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ที่เป็นวิดีโอ คลิปสั้น อินโฟกราฟิก กำหนดเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งาน (Reach) ไม่น้อยกว่า 50,000 คน
รวมไปถึง การจัดกิจกรรมอบรม ในโครงการฯ ให้กับผู้ดูแลศูนย์ดิจิทัลชุมชน 2,222 แห่งทั่วประเทศ และกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ (Boot Camp) ให้แก่ผู้ที่สนใจจำนวนรวม 4,000 คน ใน 4 ภูมิภาค เพื่อเปิดโอกาสการเข้าถึงความรู้เพิ่มเติมในการใช้งาน AI ตลอดจน การจัดให้มีการประกวดแข่งขันการใช้งาน AI อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการกระตุ้นการเรียนรู้ AI ที่สำคัญข้อมูลของการใช้งาน AI ในโครงการ ที่มีการปกปิดตัวตนเจ้าของข้อมูลแล้ว จะนำไปพัฒนาต่อยอดใน ThaiLLM ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI สำหรับภาษาไทย นำไปสู่การสร้าง National AI ของประเทศไทยในที่สุด
นอกจากนี้ โครงการ TH-AI passport ได้จัดหา Generative AI รุ่น Pro/Premium จากผู้ให้บริการ 14 ราย จำนวน 24 โมเดล อาทิ Gemini, ChatGPT, Grok, Claude และ Typhoon จำนวน 5 ล้านสิทธิ ใช้งานเป็นเวลา 12 เดือน โดยมีราคาจัดหาประมาณ 27.5 บ/เดือน/สิทธิ จากปกติที่ต้องมีค่าบริการจากผู้ให้บริการเจ้าของ Generative AI ราคา600 บ./เดือน/คน โดยกระทรวงดีอี ได้กำหนดเป้าหมายที่ยกระดับอัตราการใช้ AI ของประเทศ (AI Adoption Rate) ให้ขึ้นสู่ระดับ 20% ภายใน 2570 ปี จากสถิติ 10.7% ในปี 2568 เพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้กับคนไทยทั่วประเทศ
นายไชยชนก กล่าวว่า การดำเนินโครงการร่วมกับบริษัท AI ระดับโลกไม่สามารถทำโดยตรงกับภาครัฐได้ เนื่องจากติดเงื่อนไขของบริษัทผู้ให้บริการ และหากซื้อบริการโดยตรงจะทำให้ข้อมูลถูกส่งไปประมวลผลในต่างประเทศ ไม่สามารถนำมาต่อยอดพัฒนาระบบเรียนรู้หรือบุคลากรของไทยได้
“ที่บอกว่ามีของฟรีทำไมต้องจ่ายเงิน หากอยากเป็น รมว.ดีอี ผมไม่คิดว่าต้องมาอธิบายคำว่า ‘ฟรี’ กับ ‘โปร’ ว่ามีศักยภาพแตกต่างกันแค่ไหน ผมดูว่านโยบายคุ้มค่ากับงบประมาณหรือไม่ โครงการนี้มีต้นทุนเฉลี่ยเพียง 27 บาทต่อคนต่อเดือน และมี Learn to Earn Model ถูกกว่าสิงคโปร์กว่า 20 เท่า หากใครมองว่ามีช่องโหว่ก็ตรวจสอบได้เต็มที่ ส่วนใครจะได้งานไม่ใช่ประเด็นสำหรับผม สิ่งสำคัญคือประชาชนต้องได้ประโยชน์” นายไชยชนก กล่าว

