ธปท.เผยศก.ชะลอ ขาดดุล2.4แสนล. ท่องเที่ยว-บริโภคเอกชนวูบ ได้ส่งออกเทคโนโลยี-ยานยนต์ช่วย วิสาขบูชาสะพัด4.5พันล.
น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย และโฆษก (ธปท.) เปิดเผยรายงานเศรษฐกิจและการเงินของประเทศเทศไทยประจำเดือนเมษายน ปี 2569 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมว่า สภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมเดือนเมษายนเริ่มชะลอตัวสาเหตุสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีอัตราการเติบโตนักท่องเที่ยวลดลง 3.9% จากเดือนมีนาคม กลุ่มนักท่องเที่ยวระยะใกล้
เช่น จีน มาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอินเดีย ชะลอตัวลง ประกอบกับสายการบินหลายแห่งจำเป็นต้องปรับลดเที่ยวบินลงเพื่อบริหารจัดการต้นทุนน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ขณะที่นักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำจากผลกระทบของสงคราม สอดคล้องกับการบริโภคสินค้าและบริการในภาคเอกชนที่หดตัว 2.1% หมวดสินค้าไม่คงทนอย่างสินค้าอุปโภคบริโภคและน้ำมันเชื้อเพลิงปรับลดลงอย่างเห็นได้ชัด
เนื่องจากผู้บริโภคได้เร่งซื้อไปแล้วในเดือนก่อน รวมถึงประชาชนเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและการเดินทางเพื่อรับมือกับราคาพลังงานที่สูงขึ้น ตลอดจนชะลอการใช้จ่ายในหมวดโรงแรมและร้านอาหารลง ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับลดลงอย่างต่อเนื่องจากความกังวลด้านค่าครองชีพ ด้านการลงทุนภาคเอกชนหดตัวลง 5.0% จากการลดลงของการลงทุนในหมวดเครื่องจักร อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และยานพาหนะ อย่างไรก็ดี การลงทุนในภาคก่อสร้างยังคงขยายตัวได้เล็กน้อย โดยเฉพาะโครงการอาคารชุด โรงแรม และอาคารพาณิชย์
น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า แม้ว่าปัจจัยภายในประเทศจะชะลอตัว แต่ภาคการส่งออกสินค้า (ไม่รวมทองคำ) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่เติบโตได้ 1.3% จากเดือนก่อนหน้า นำโดยกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวดีในตลาดสหรัฐฯ จีน และสิงคโปร์ รวมถึงหมวดยานยนต์และชิ้นส่วน ตลอดจนเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีอุปสงค์ต่อเนื่องจากประเทศคู่ค้า อย่างไรก็ตาม มูลค่าการนำเข้าสินค้า (ไม่รวมทองคำ) กลับพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 16.5% จากการเร่งนำเข้าน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศ รวมถึงการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากไต้หวันเพื่อรองรับภาคการส่งออก และการนำเข้ายานยนต์ไฟฟ้า (EV) จากประเทศจีน ขณะที่การใช้จ่ายของภาครัฐยังคงมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลกลางมีการใช้จ่ายขยายตัว 12.3% จากระยะเดียวกันปีก่อน
น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า สำหรับภาคอุปทานและการผลิต การผลิตภาคอุตสาหกรรมในภาพรวมยังคงทรงตัว โดยอุตสาหกรรมยานยนต์ ยาง และพลาสติกปรับตัวดีขึ้นตามทิศทางการส่งออก แต่หมวดเคมีภัณฑ์จำพวกปุ๋ยเคมีปรับลดลงเนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบต้นน้ำที่สูงขึ้น เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมน้ำตาลที่หดตัวหลังจากเร่งผลิตไปมากแล้ว ทางด้านภาคบริการปรับลดลง 0.8% ตามภาวะการท่องเที่ยวที่ซบเซา แต่กิจกรรมการขนส่งสินค้าปรับเพิ่มขึ้นตามการนำเข้าและการส่งมอบยานยนต์ไฟฟ้าหลังงาน Motor Show ในส่วนของภาคเกษตรกรรม รายเกษตรกรขยายตัว 4.4% จากระยะเดียวกันปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ปาล์มน้ำมันและยางพาราปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการของตลาด ตลอดจนปริมาณผลผลิตทุเรียนและยางพาราที่ยังคงขยายตัวได้ดี
น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับมาเป็นบวกและปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.89% จากระยะเดียวกันปีก่อน สาเหตุหลักมาจากราคาหมวดพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ประกอบกับราคาอาหารสดที่แพงขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศร้อนส่งผลให้ผลผลิตลดลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.83% จากการทยอยส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังหมวดอาหารสำเร็จรูปและค่าโดยสารสาธารณะ อย่างไรก็ดี ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนนี้กลับมาขาดดุลสูงถึง 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.4แสนล้านบาท) จากดุลการค้าที่ขาดดุลตามมูลค่าการนำเข้าน้ำมันและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เร่งตัวขึ้น ประกอบกับดุลบริการที่รายรับจากการท่องเที่ยวลดลงตามฤดูกาล
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่าการใช้จ่ายช่วงวันวิสาขบูชา ปี 2569 วันที่ 31 พฤษภาคม น่าจะคึกคักกว่าปี 2568 และเงินสะพัดขยายตัวกว่า 5% หรือมีมูลค่าใช้จ่าย 4,000-4,500 ล้านบาท เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนจาก 1. วันหยุดต่อเนื่อง ตั้งแต่30 พฤษภาคมถึง 3 มิถุนายน 2. ความรู้สึกผ่อนคลายจากราคาน้ำมันและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง 3. เริ่มมาตรการกระตุ้นไทยช่วยไทยพลัส 4. เป็นประเพณีนิยมทำบุญตามวัด และรับประทานอาหารนอกบ้าน รวมถึงดินทางท่องเที่ยว

