พิษตะวันออกกลาง ฉุดดัชนีความเชื่อมั่น SME เม.ย. ร่วง สสว. ลุย 2 โครงการช่วยผู้ประกอบการ
น.ส.ปณิตา ชินวัตร รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SME Sentiment Index : SMESI) ประจำเดือนเมษายน 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,797 ราย ครอบคลุมทุกภูมิภาคและ 27 สาขาธุรกิจ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่น SME อยู่ที่ระดับ 46.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่ยังชะลอตัวต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่มีปัจจัยสนับสนุนด้านการใช้จ่ายและการท่องเที่ยว ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่กดดันความเชื่อมั่นมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาวัตถุดิบ โดยเฉพาะต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ยังเป็นปัจจัยสำคัญฉุดความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ โดยดัชนีด้านต้นทุนอยู่ที่ระดับ 33.6 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าถึง 3.7 จุด กระทบต่อกำไรของผู้ประกอบการอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ดัชนีด้านปริมาณการผลิตลดลง 3.1 จุด สะท้อนผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนการจ้างงานและการลงทุน
น.ส.ปณิตา กล่าวว่า แม้ยังไม่ชะลอตัวรุนแรง แต่ผู้ประกอบการยังคงระมัดระวังต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม สำหรับความเชื่อมั่นรายภูมิภาค พบว่าปรับตัวลดลงต่ำกว่าค่าฐานในทุกภูมิภาค โดยภาคตะวันออกและภาคใต้มีระดับความเชื่อมั่นต่ำที่สุด ขณะที่ทุกภาคธุรกิจ ทั้งการผลิต การค้า และบริการ มีดัชนีต่ำกว่าระดับ 50 และลดลงจากเดือนก่อนหน้าเช่นกัน ดร.ปณิตา กล่าวว่า ภาคการผลิตได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบจากต่างประเทศที่สูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาง พลาสติก โลหะ ไม้ และเฟอร์นิเจอร์ ส่วนภาคการค้าเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้ออ่อนแอ ขณะที่ต้นทุนสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้น ด้านภาคบริการ โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น แม้จะอยู่ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวก็ตาม นอกจากนี้ ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 46.4 ลดลงจากช่วงก่อนหน้า สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังมองว่าเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง และกังวลเรื่องต้นทุน แม้คำสั่งซื้อจะยังอยู่ในระดับที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอให้มั่นใจในการเพิ่มกำลังการผลิตหรือขยายการลงทุน
น.ส.ปณิตา กล่าวว่า การประคับประคองความเชื่อมั่น SME จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่หลายด้าน ทั้งการดูแลต้นทุน การเพิ่มสภาพคล่อง การขยายช่องทางตลาด การยกระดับผลิตภาพ และการสนับสนุนการปรับตัวด้านเทคโนโลยี การบริหารจัดการ และมาตรฐานธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถรับมือแรงกดดันระยะสั้นและเติบโตได้ในระยะยาว ทั้งนี้ สสว. ได้เดินหน้า 2 โครงการสำคัญเพื่อยกระดับศักยภาพ SME ไทย ประกอบด้วย โครงการ “Empowering SME ไทยก้าวสู่อนาคต” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีแรก มุ่งสร้างผู้ประกอบการที่สามารถ “โตได้ไกล ไปได้จริง” ผ่านกระบวนการวิเคราะห์และพัฒนาเชิงลึกเฉพาะราย โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานพันธมิตรเข้าไปให้คำปรึกษา พร้อมเน้นการเปลี่ยนผ่านสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transition) การพัฒนานวัตกรรม (Innovation Transition) และการยกระดับสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition)
นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์ธุรกิจและจัดทำแผนพัฒนาระยะ 3 ปี หรือ Roadmap ให้กับผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถพัฒนาธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องหลังจบโครงการ โดยปีนี้มี SME ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการจำนวน 38 ราย ส่วนอีกโครงการ คือ “SME National Awards” หรือโครงการประกวดสุดยอด SME แห่งชาติ ซึ่งปีนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 โดยมุ่งยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการธุรกิจตามแนวทางรางวัลคุณภาพแห่งชาติ หรือ Thailand Quality Award (TQA) ผ่านกระบวนการประเมินและให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่ผู้ประกอบการ พร้อมกันนี้ ปี 2569 ยังมีการจัดประกวด “SME Provincial Awards” ในระดับจังหวัด เพื่อขยายมาตรฐานการบริหารจัดการธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค และสร้างต้นแบบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยปีนี้มี SME เข้าสู่กระบวนการพัฒนาและยกระดับธุรกิจกว่า 500 ราย
“สสว. มุ่งมั่นที่จะเป็นกลไกสำคัญในการเคียงข้างและสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทย ให้สามารถก้าวผ่านความท้าทายจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก พร้อมเติมเครื่องมือและองค์ความรู้เพื่อยกระดับมาตรฐานธุรกิจไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในเวทีสากล” น.ส.ปณิตา กล่าว

