หน้าแรก เศรษฐกิจ สนค. ชี้ โคนม...

สนค. ชี้ โคนมไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

1.06.26 | 16:43 น.

สนค. ชี้ โคนมไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้ากระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สินค้าอาหารจากนมทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตสูง และมูลค่าการส่งออกอาหารจากนมของไทยก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 มีมูลค่าการส่งออกกว่า 21,000 ล้านบาท สินค้าที่ไทยส่งออกมาก เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว นมยูเอชที และไอศกรีม เป็นต้น

รายงานจาก Fortune Business Insights คาดการณ์ว่าตลาดอาหารจากนมทั่วโลก (Global Dairy Food Market) จะมีมูลค่า 1.06 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2569 และจะสูงเกือบ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2577 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 8.18% ต่อปี ในช่วงคาดการณ์ (ปี 2569-2577) ความต้องการบริโภคอาหารจากนมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด โดยในปี 2568 มีส่วนแบ่งตลาด 41.09% เนื่องจากมีฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ และมีแนวโน้มการบริโภคอาหารที่มีโปรตีนสูง รวมถึงการรับเอารูปแบบการบริโภคอาหารแบบตะวันตกเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ เช่น จีน และอินเดีย

นายนันทพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โคนมและผลิตภัณฑ์เป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรและชุมชน และสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ จากข้อมูลกรมปศุสัตว์ ในปี 2568 มีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม 15,638 ราย (ปี 2564 มีจำนวน 24,145 ราย) และมีจำนวนประชากรโคนมทั่วประเทศ 560,551 ตัว (ปี 2564 มีจำนวน 810,518 ตัว) ทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและประชากรโคนมมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง จากโครงสร้างการผลิตที่เปลี่ยนไป ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

การวิเคราะห์ของ สนค. พบปัญหาสำคัญด้านอุปทาน คือ ต้นทุนการเลี้ยงสูง โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยและรายเล็กซึ่งมีสัดส่วนมาก ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรที่ใช้ผลิตอาหารสัตว์ส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงโคนมมีความเสี่ยงมากขึ้น ปัญหาขาดแคลนแรงงาน และจากการที่เกษตรกรโคนมส่วนใหญ่เป็นรายย่อยและรายเล็กทำให้การบริหารจัดการฟาร์มและการรีดนมไม่สามารถลงทุนเพื่อใช้ระบบอัตโนมัติ สำหรับปัญหาสำคัญด้านอุปสงค์ คือ ตลาดนมในประเทศยังต้องพึ่งพาโครงการนมโรงเรียน ขณะที่จำนวนเด็กนักเรียนลดลง เผชิญการแข่งขันกับสินค้าและผลิตภัณฑ์นมที่นำเข้าจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกที่มีต้นทุนต่ำและคุณภาพสูง เช่น นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และสหภาพยุโรป

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. ศรเทพ ธัมวาสร ที่ปรึกษา สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทยให้ความเห็นว่า ต้องมีการปฏิรูปโคนมไทย เปลี่ยนจากระบบ “สงเคราะห์” เป็นระบบ “สร้างโครงสร้างพื้นฐานและข้อมูล” มีข้อเสนอ อาทิ สร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ โดยจัดตั้งโรงงานนมผงส่วนกลาง 3 จังหวัด (สระบุรี ราชบุรี และนครราชสีมา) รองรับนมส่วนเกินและพ่วงเงื่อนไขให้การนำเข้านมผงจากต่างประเทศต้องซื้อนมผงที่ผลิตจากโรงงานไทย (Local Content Linkage) เร่งพัฒนาประสิทธิภาพ


เกษตรกร และปฏิรูปนมโรงเรียนเปลี่ยนจากโควตาที่ใช้สายสัมพันธ์เป็นระบบประมูลเชิงคุณภาพวัดกันที่คุณภาพเนื้อนม รวมทั้งใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อแก้ไขปัญหานมผีหรือนมนอกระบบที่กดราคารับซื้อนมดิบจากเกษตรกร

นายนันทพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า สนค. มีข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการบริโภคและขยายตลาด ดังนี้ (1) ส่งเสริมการบริโภคนมและผลิตภัณฑ์นมภายในประเทศ เพื่อสุขภาพที่ดีสำหรับคนทุกวัย (2) สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเปิดตลาดสินค้านมภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมในภาพรวม เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์นม ซึ่งไทยมีศักยภาพในการผลิตและส่งออกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (3) เพิ่มความหลากหลายของสินค้านมและผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น นมฟังก์ชัน และนมคาร์บอนต่ำ และ (4) ผลักดันการส่งออกสินค้าอาหารจากนมสู่ตลาดศักยภาพ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่ไทยมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ และต้นทุนโลจิสติกส์ต่ำกว่า

การส่งออกสินค้าอาหารจากนมของไทย ในปี 2568 มีมูลค่ารวม 662.0 ล้านเหรียญสหรัฐ (21,761.5 ล้านบาท) สำหรับช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกเป็นมูลค่า 134.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (4,161.7 ล้านบาท) สินค้าส่งออกสำคัญของไทยเรียงตามมูลค่าการส่งออก ดังนี้ (1) โยเกิร์ตและนมเปรี้ยว 35.1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ร้อยละ 26.1 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารจากนมของไทย) (2) ไอศกรีม 31 ล้านเหรียญสหรัฐ (ร้อยละ 23.1) (3) นมและครีมไม่เข้มข้น/ไม่เติมความหวาน 25.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (ร้อยละ 18.8) (4) เครื่องดื่มที่มีนมยูเอชทีเป็นหลัก 21.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ร้อยละ 16.0) (5) นมและครีมเข้มข้นหรือเติมน้ำตาล 16.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (ร้อยละ 12.2) และ (6) อื่นๆ (เช่น เนย เนยแข็ง และหางนม) 5.1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ร้อยละ 3.8) ตามลำดับ

Advertisement

โดยในภาพรวมในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 อาเซียนยังคงเป็นตลาดส่งออกสินค้าอาหารจากนมที่สำคัญของไทย มีสัดส่วนรวมกัน 81.3% รองลงมา คือ ตลาดเอเชียตะวันออก (จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน) มีสัดส่วนรวมกันราว 13.3% ของมูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ของไทย