ก.เกษตรฯ เตรียมเจรจามาเลเซีย 8 มิ.ย. ปมระงับการนำเข้ากุ้งไทย-ส.กุ้งไทย หวั่นเสียหาย 2 พันล้านบาท
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง ผู้บริหารกรมประมง รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาราคากุ้งในประเทศตกต่ำ ประกอบกับประเทศมาเลเซียประกาศระงับการนำเข้ากุ้ง 5 ชนิดจากประเทศไทย ประกอบด้วย กุ้งขาวแวนนาไม กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย กุ้งลายเสือ และกุ้งน้ำเงิน ว่า ประเด็นดังกล่าว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงความห่วงใย และได้สั่งการให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือกับกลุ่มประมง โดยหลังจากหารือร่วมกัน เบื้องต้นได้มีการคาดการณ์ว่า มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการตอบโต้มาตรการของไทยที่เคยมีความเข้มงวดในการตรวจสอบปลากะพงนำเข้าจากมาเลเซีย ซึ่งใช้ระยะเวลานานถึง 15 วัน เนื่องจากเคยตรวจพบสารตกค้างในปี 2566 ที่ผ่านมา
นายวัชระพล กล่าวว่า ทั้งนี้ตนได้สั่งการให้กรมประมง หามาตรการในการช่วยเหลือเกษตรกรและเร่งเจรจากับทางมาเลเซียโดยเบื้องต้น กรมประมงได้ประสานงานทางการมาเลเซียแล้วและทราบว่าจะมีการเจรจาระหว่างกรมประมงของทั้งสองประเทศในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้กรมประมงไปทบทวนมาตรการหรือลดบางกระบวนการที่ไม่จำเป็นลงเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแต่ยังคงไว้ซึ่งความเข้มข้นในการตรวจสอบและจะใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับได้ของทั้งสองประเทศ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถคลี่คลายสถานการณ์และแก้ไขปัญหาการส่งออกกุ้งไทยให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุดด้วย
นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยว่า กลุ่มพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทยจากหลายจังหวัดขอเรียกร้องให้ภาครัฐแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมกุ้งไทยเนื่องจากมาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้งจากไทย โดยก่อนหน้านี้ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือด่วนที่สุด โดยข้อเสนอสำคัญของสมาคมกุ้งไทยประกอบด้วย 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ กรณีประเทศมาเลเซียประกาศระงับการนำเข้ากุ้งจากประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อชาวประมงพื้นบ้านที่ประกอบอาชีพอวนลอยกุ้ง ผู้รวบรวมผลผลิต และเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 2,000 ล้านบาท และปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมกุ้งไทยที่เผชิญภาวะการผลิตลดลงและความสามารถในการแข่งขันถดถอยอย่างต่อเนื่องซึ่งจากเดิมที่ประเทศไทยเคยเป็นผู้ส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลก มีมูลค่าการส่งออกมากกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี ปัจจุบันลดลงมาอยู่ในอันดับที่ 6 ของโลก โดยมีมูลค่าการส่งออกเหลือเพียงประมาณ 40,000 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
นายเอกพจน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ สมาคมกุ้งไทยยังแสดงความกังวลว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงอาจสูงกว่าตัวเลขที่หน่วยงานภาครัฐประเมินไว้ เนื่องจากยังมีการค้ากุ้งผ่านผู้รวบรวมผลผลิตและผู้ค้ารายย่อยตามแนวชายแดนอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวประมงพื้นบ้านที่ประกอบอาชีพอวนลอยกุ้ง รวมถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาด้านการตลาดและราคาผลผลิตอยู่แล้ว ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเตรียมเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่ 4 มิถุนายน 2569 เพื่อขอให้เร่งคลี่คลายปัญหาและบรรเทาผลกระทบจากมาตรการระงับนำเข้ากุ้งของมาเลเซีย

