ETDA ดัน Digital ID เป็น Trust Infrastructure ประเทศ เชื่อม e-Service รัฐกว่า 1,797 บริการ

2.06.26 | 17:25 น.

ETDA เดินหน้ายกระดับระบบ Digital ID ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานความเชื่อมั่นของประเทศ (Trust Infrastructure) เชื่อมโยงการพิสูจน์และยืนยันตัวตนดิจิทัลกับบริการออนไลน์ภาครัฐและเอกชน ล่าสุดเชื่อมต่อบริการภาครัฐแล้ว 1,797 บริการ พร้อมเร่งขยายการใช้งานสู่กลุ่มนิติบุคคล คนต่างด้าว และกลุ่มเปราะบาง เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการดิจิทัลอย่างทั่วถึงและปลอดภัย

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า ภายใต้นโยบายของกระทรวงดิจิทัลฯ ETDA มุ่งผลักดันให้ Digital ID เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศที่ช่วยเชื่อมโยง “ตัวตน” กับ “บริการดิจิทัล” ทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถทำธุรกรรมออนไลน์ได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ ลดความเสี่ยงจากการปลอมแปลงตัวตนและการฉ้อโกงทางออนไลน์

นายชัยชนะ กล่าวว่า ปัจจุบัน ETDA ดำเนินงานภายใต้กรอบ Digital ID Framework ระยะที่ 2 (ปี 2568-2570) โดยมีเป้าหมายผลักดัน Digital ID ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ รองรับการทำธุรกรรมออนไลน์ในทุกภาคส่วน ผ่านการกำกับดูแลตามกฎหมาย Digital ID การกำหนดมาตรฐาน และการสนับสนุนให้เกิดการใช้งานจริงอย่างเป็นรูปธรรม โดยล่าสุดมีผู้ให้บริการ Digital ID ที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว 28 ใบอนุญาต จาก 23 หน่วยงาน และมีผู้ให้บริการ Sub Certification Authority (Sub CA) ที่ผ่านการรับรองจาก National Root Certification Authority (NRCA) จำนวน 3 ราย

นายชัยชนะ ระบุว่า ขณะเดียวกัน ETDA ยังได้ผลักดันการเชื่อมโยงระบบ Digital ID ผ่านบริการ ThaID เข้ากับ e-Service ภาครัฐแล้วกว่า 1,797 บริการ ครอบคลุมบริการสำคัญ อาทิ การเสียภาษี การย้ายทะเบียนบ้าน การจองทะเบียนรถ การชำระค่าน้ำค่าไฟ และการตรวจสอบสิทธิการรักษาพยาบาล ส่งผลให้ปัจจุบันมีบัญชีผู้ใช้งาน Digital ID ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น ThaID, ทางรัฐ, หมอพร้อม, เป๋าตัง และ NDID สะสมกว่า 162.63 ล้านบัญชี (ข้อมูล ณ เมษายน 2569) และพร้อมขยายการใช้งานไปยัง e-Service ภาคเอกชน โดยเฉพาะในกลุ่มบริการที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น ภาคการท่องเที่ยว แพลตฟอร์มดิจิทัล Marketplace Social Commerce และบริการที่ต้องอาศัยการพิสูจน์ตัวตนที่น่าเชื่อถือ

นายชัยชนะ กล่าวว่า ทั้งนี้ สำหรับปี 2569 ETDA ตั้งเป้าขยายการใช้งาน Digital ID ไปยังกลุ่มที่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการดิจิทัล โดยเฉพาะกลุ่มนิติบุคคล คนต่างด้าว และกลุ่มเปราะบาง ซึ่งในส่วนของนิติบุคคล จะเร่งพัฒนากระบวนการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร ตั้งแต่การตรวจสอบผู้มีอำนาจ การมอบอำนาจอิเล็กทรอนิกส์ การลงนามแทนนิติบุคคล ไปจนถึงการทำสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Contract) ผ่านการส่งเสริม Integrated Document Signing Platform หรือ IDSP และการทดสอบใน Sandbox ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพากร, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมศุลกากร และ กพร. เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถเชื่อมโยงกับบริการรัฐได้สะดวก ลดขั้นตอน ลดการใช้เอกสารกระดาษ และตรวจสอบได้มากขึ้น

Advertisement

ส่วนกลุ่มคนต่างด้าว มุ่งสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้ามาท่องเที่ยว ทำงาน ลงทุน ศึกษา หรือพำนักในประเทศไทย ให้เข้าถึงบริการดิจิทัลได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ โดยจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตรวจคน เข้าเมือง กรมการปกครอง กรมศุลกากร พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเพื่อการพิสูจน์ตัวตนคนต่างด้าวที่เข้ามาในไทย เพื่อให้หน่วยงานที่ให้บริการสามารถตรวจสอบข้อมูลคนต่างด้าวผ่านบริการตรวจสอบข้อมูลคนต่างด้าว (Authoritative Source) ที่จะพัฒนาขึ้นในอนาคตได้ พร้อมเกิด Use Case นำร่องในกลุ่มนักท่องเที่ยวและแรงงานต่างด้าว เพื่อขยายผลสู่การใช้งานจริงต่อไป

ขณะที่ กลุ่มคนเปาะบาง มุ่งผลักดันแนวทางการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่เหมาะสมสำหรับ ผู้เยาว์ ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ดูแล (Caregiver) โดยเฉพาะบริการด้านสาธารณสุขและบริการภาครัฐที่จำเป็น เพื่อให้สามารถใช้บริการได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเท่าเทียม ผ่านบริการหมอพร้อม ภายใต้ความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงธารณสุข พร้อมพัฒนากลไกตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของสิทธิและผู้ดำเนินการแทน เพื่อลดความเสี่ยงจากการแอบอ้าง คนทุกกลุ่มสามารถทำธุรกรรมดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย เคารพสิทธิ และมีผู้แทนดำเนินการแทนได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ ETDA ยังเตรียมนำร่องการใช้เอกสารรับรองดิจิทัล (Verifiable Credentials : VC) และกระเป๋าเอกสารดิจิทัล (Digital Document Wallet) โดยเริ่มจากเอกสารสำคัญ 3 ประเภท ได้แก่ บัตรประชาชน ใบขับขี่ และใบรับรองผลการศึกษา หรือเอกสารใบอนุญาตอื่น ๆ ของหน่วยงานภาครัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้เอกสารดิจิทัลข้ามหน่วยงาน และรองรับการเชื่อมโยงบริการดิจิทัลในอนาคต

“ปี 2569 จะเป็นปีที่ ETDA เดินหน้าจากการร่วมวางรากฐานไปสู่การร่วมขยายผล Digital ID ให้เกิดการใช้งานจริงมากขึ้น ทั้งในบริการภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ กลุ่มคนต่างด้าว และกลุ่มเปราะบาง พร้อมกับการขยายเครือข่ายความร่วมมือในระดับสากล เพื่อให้บริการดิจิทัลของไทยสามารถเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจดิจิทัลโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะเกิดประโยชน์กับประเทศโดยตรงทั้งการช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกรรม เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการ สร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ เพราะความน่าเชื่อถือไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันของทั้ง Ecosystem เพื่อสร้าง Digital Trust ที่เป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลในอนาคต” นายชัยชนะ กล่าว