หน้าแรก เศรษฐกิจ เตือนสายผ่อน!...

เตือนสายผ่อน! แบงก์ชาติเล็งใช้แนวทางกำกับ ‘ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง’ พบวัยเพิ่งทำงานเป็นหนี้เสียสูงสุด

2.06.26 | 17:46 น.
วิทัย

เตือนสายผ่อน! แบงก์ชาติเล็งใช้แนวทางกำกับ ‘ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง’ พบวัยเพิ่งทำงานเป็นหนี้เสียสูงสุด

ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังมีการพิจารณาแนวทางกำกับดูแลการใช้บริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) เนื่องจากมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งขณะนี้ผู้ซื้อของออนไลน์บางคนกำลังเผชิญปัญหาการได้วงเงินสินเชื่อโดยไม่รู้ตัว หรือซื้อของโดยใช้วงเงินนั้นโดยไม่รู้ตัว รวมทั้งการซื้อก่อนจ่ายทีหลังนั้นยังสามารถเข้าถึงได้ง่ายและอาจนำไปสู่พฤติกรรมการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือการเป็นหนี้เสียได้อีกด้วย

นายวิทัย กล่าวว่า จากการรวบรวมข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับอัตราการขยายตัวของบริการ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” หรือ BNPL (Buy Now Pay Later) แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและน่าจับตามองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งในแง่ของจำนวนผู้ใช้งานและมูลค่าสินเชื่อในตลาด ในด้านจำนวนบัญชีผู้บริโภค ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากผู้ประกอบการ BNPL รายใหญ่จำนวน 6 ราย พบว่า พฤติกรรมการใช้จ่ายรูปแบบนี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2564 มีจำนวนบัญชีผู้ใช้บริการเพียงประมาณ 6 แสนบัญชีเท่านั้น ทว่าภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี ตัวเลขดังกล่าวกลับขยับเพิ่มขึ้นมาเกือบ 5 ล้านบัญชี โดย ณ สิ้นปี 2567 มียอดรวมสะสมอยู่ที่ 4.91 ล้านบัญชี ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่สูงถึง 99.9% ต่อปี หรือเรียกได้ว่าจำนวนผู้ใช้งานขยายตัวเกือบเท่าตัวในทุก ๆ ปีสอดคล้องกับด้านมูลค่าสินเชื่อ BNPL ซึ่งเมื่อวิเคราะห์จากงบการเงินของผู้ประกอบการรายใหญ่จำนวน 8 ราย พบว่ามีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องด้วยอัตราเฉลี่ย 38% ต่อปี จนกระทั่ง ณ สิ้นปี 2567 มูลค่าสินเชื่อรวมในระบบพุ่งสูงถึงประมาณ 18,000 ล้านบาท

“BNPL เขาไม่ใช่คนร้าย เพียงแต่ว่าอาจทำให้เกิดพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ไม่มีวินัย ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องระวัง ขณะนี้หลายประเทศที่มีการใช้งาน BNPL ก็เริ่มเข้ามากำกับดูแลแล้ว” นายวิทัย กล่าว

วิทัย

นายวิทัย กล่าวว่า ปัจจุบันมีคนไทย 25.5 ล้านคน หรือ 38% ที่มีสถานะเป็นหนี้ ซึ่งในจำนวนนี้ กลุ่มที่เพิ่งเริ่มทำงานอายุ 20 – 35 ปี หรือ 52.7% มีสถานะเป็นหนี้เร็ว โดยเป็นกลุ่มที่มีหนี้เสีย (NPL) หรือหนี้ที่ไม่สร้างรายได้ เช่นหนี้บัตรเครดิต หนี้ส่วนบุคคล หนี้รถ เป็นต้น สูงที่สุดถึง 27% ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการ BNPL/Application บนมือถือ ส่วนใหญ่กระจุกตัวในกลุ่มผู้บริโภคอายุน้อยกว่า 30 ปี ซี่งคือผู้บริโภคที่มีอายุและรายได้น้อย นอกจากนั้น ลูกหนี้กลุ่มนักศึกษา หรือ First jobber ที่มีอายุระหว่าง 23-30 ปี ยังมีอัตราการค้างชำระหนี้สูงกว่ากลุ่มอื่นๆ

Advertisement

นายวิทัย กล่าวว่า พฤติกรรมการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) คือ ผู้บริโภคมักกดใช้บริการโดยไม่รู้ตัวว่าเป็นสินเชื่อ เนื่องจากสามารถใช้งานง่าย โดยเพียงแค่กดครั้งเดียว เช่น การกดใช้วงเงินแล้วคิดว่าเป็นช่องทางการจ่ายเงิน รวมทั้งเมื่อได้ลองใช้แล้ว เป็นเรื่องยากที่จะกลับไปจ่ายเต็มราคา เนื่องจากมีโปรโมชันดีกว่า และยังไม่ต้องจ่ายทันที ทำให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายกว่า ยกตัวอย่างเช่น การผ่อนชานมไข่มุก ราคาแก้วละ 106 บาท ผ่อน 1 เดือน ดอกเบี้ย 0% แต่เมื่อมีระยะเวลาผ่อนมากขึ้น จะยิ่งทำให้มีดอกเบี้ยสูงขึ้น และแม้ว่าการผ่อนต่องวดน้อยอาจจะดูน้อยแต่เมื่อคำนวณกลับเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูง เช่น ผ่อนแบบ 2 เดือน ดอกเบี้ย 18.79% ต่อปี ส่วนแบบ 3 เดือน ดอกเบี้ย 16.83% ต่อปี เป็นต้น (ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยที่ผู้ให้บริการกำหนดต่างกันไปตามสินค้า จำนวนที่เลือกผ่อนและตาม user) ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวอาจส่งผลให้วินัยการเงินแย่ลงและกระตุ้นการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย

นายวิทัย กล่าวว่า ทั้งนี้ แนวทางการกำกับดูแลการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) ในอนาคต ธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างหารือกับผู้ประกอบการเพื่อวางกติกาคุ้มครองผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น มีการกำกับดูแลผู้ให้บริการสินเชื่อ โดย กำหนดคุณสมบัติผู้ใช้บริการ ทั้งอายุขั้นต่ำ ส่วนการกำหนดขอบการให้บริการ โดยกำหนดประเภทสินค้าและมูลค่าสินค้าขั้นต่ำ และกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยสูงสุด ด้านแนวทางการให้ข้อมูลลูกค้าและเสนอสินเชื่อ โดยการให้ข้อมูลต้องครบถ้วน เข้าใจง่าย ไม่กระตุ้นให้กู้ยืม ต้องไม่มีกรณีลูกค้าได้รับวงเงินสินเชื่อโดยไม่รู้ตัว และต้องไม่ให้ลูกค้าชำระ BNPL โดยไม่รู้ตัว ด้านการประเมินศักยภาพการชำระคืน โดยการผ่อนชำระสินค้ามูลค่าสูงจะต้องวิเคราะห์ความเสี่ยงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะเห็นแนวทางกำกับ BNPL ให้ชัดเจนภายในเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน 2569