พณ. เผย เจรจาภาษีสหรัฐ USTR เสนอเก็บเพิ่ม 12.5% กับประเทศไม่มีแนวทางแก้แรงงานบังคับ
วันที่ 3 มิ.ย.69 จากกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ได้มีข้อสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการเจรจาด้านภาษีกับสหรัฐให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว นั้น
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ(คต.) กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าภาษีทรัมป์ หลังไทยไปให้ถ้อยคำและยื่นเอกสารแล้ว ว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน (สพต.วอชิงตัน ) ได้รายงานว่า สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา(USTR) ได้กล่าวในงานเสวนา โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้ ยุทธศาสตร์การค้าของสหรัฐฯ นั้น สหรัฐฯ จะใช้มาตรการภาษีนำเข้าในเชิงรุกต่อไป ตราบใดที่ สหรัฐฯ ยังคงประสบปัญหาการขาดดุลการค้าเป็นมูลค่ามหาศาล และการค้าโลกควรเป็นไปในทิศทางที่สหรัฐฯ มีการค้าที่สมดุล
สำหรับภาษีมาตรา 122 นั้น มีความเป็นไปได้ที่ภาษีนำเข้าชั่วคราวภายใต้มาตรา 122 อาจถูกนำกลับมา บังคับใช้ใหม่ได้อีก (re-imposed) หลังจากมาตรการหมดอายุในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ในส่วนการไต่สวนมาตรา 301 นั้น USTR ให้ความสำคัญอย่างมาก กับการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ (กรณี Excess capacity และ Forced labor) ซึ่งจะเป็นข้อมูลประกอบการกำหนด มาตรการตอบโต้ต่อไป
นางอารดา กล่าวว่า สำหรับการทบทวนความตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA)นั้น ฝ่ายบริหาร สหรัฐฯ ตั้งใจที่จะคงการบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าต่อเม็กซิโกและแคนาดา อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ประเทศ อาจได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี หากสามารถบรรลุข้อตกลงในการปกป้องภูมิภาคอเมริกาเหนือจากสินค้าต่างประเทศ รวมถึงจากจีน แต่ความตกลง USMCA อาจไม่สามารถกลับไปสู่ระบบการค้าปลอดภาษีได้อีกต่อไป ในส่วนการจัดตั้ง U.S. – China Board of Trade นั้น USTR จะเปิดรับฟังความเห็นเพื่อกำหนดรายการ สินค้าที่ไม่ใช่สินค้าอ่อนไหว (non-sensitive/non-strategic goods) ซึ่งคาดว่าจะครอบคลุมสินค้ามูลค่า ประมาณ 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ทั้ง 2 ประเทศสามารถพิจารณาปรับลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้าได้
โดย สพต.วอชิงตัน มีข้อสังเกตว่า การที่ USTR ยืนยันว่าจะใช้มาตรการภาษีนำเข้าในเชิงรุกต่อไป แม้แต่กับประเทศที่สหรัฐฯ มีความตกลงทางการค้า อาจเป็นการยืนยันว่า การไต่สวนมาตรา 301 มีวัตถุประสงค์ เพื่อทดแทนภาษี IEEPA มากกว่าเพื่อแก้ไขการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของประเทศคู่ค้า และมีความเป็นไปได้ที่ USTR จะมีผลการไต่สวนที่พบการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม (affirmative determination) ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำหรับการกำหนดมาตรการภาษีเพิ่มเติม ทั้งในฐานะมาตรการตอบโต้ และกลไกในการรักษา แรงกดดันให้ประเทศคู่ค้าต่างๆ เร่งสรุปข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐฯ ปฏิบัติตามข้อตกลงฯที่มีกับสหรัฐฯ ตลอดจนการคงอัตราภาษีต่างตอบแทนต่อประเทศคู่ค้าไว้ในระดับสูงต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานงาน ล่าสุดวันที่ 2 มิถุนายน 2569 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา(USTR) ประกาศผลการไต่สวน (findings) ภายใต้มาตรา 301 กรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่มาจากแรงงานบังคับ (Forced labor) โดยสรุปผลว่าประเทศที่ถูกไต่สวนทั้งหมด 60 ประเทศ รวมถึงไทย มีการดำเนินการ นโยบาย และแนวปฏิบัติที่เป็นไปตามข้อกล่าวหา และได้เสนอมาตรการโดยกำหนดอัตราภาษีเพิ่มเติม (additional duty) ในอัตราร้อยละ 12.5 กับประเทศที่ไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ภายใต้ความตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ
สำหรับกระบวนการต่อไป ผู้ที่ประสงค์จะแสดงตนเข้าร่วมให้การใน Public hearings จะต้องยื่นคำขอ และส่งสรุปคำให้การภายในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 อีกทั้งการส่งข้อมูลความเห็น (ต่อผล findings) ภายใน 6 กรกฎาคม 2569 และ USTR กำหนดจัดการรับฟังข้อคิดเห็นสาธารณะ (Public hearings) ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569
หากดูจากมูลค่าส่งออกของไทยไป สหรัฐ กลุ่มที่ ได้ประโยชน์มากที่สุด จาก Annex A คือ 1. HDD และ Data Storage 2. Semiconductor และ IC 3. PCB Assembly 4. อุปกรณ์สื่อสารและอิเล็กทรอนิกส์ 5. Smartphone และชิ้นส่วน 6. มันสำปะหลัง/แป้งมัน/Tapioca 7. มะพร้าวและผลิตภัณฑ์มะพร้าว 8. สับปะรดแปรรูป และ 9. มะม่วงแปรรูป

