รีวิวจีดีพี’69 ความท้าทายศก.ไทย
หลังจากที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ โดยนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1 ปี 2569 พบว่าขยายตัวถึง 2.8% เร่งตัวขึ้นจาก 2.5% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการลงทุนรวมที่กลับมาขยายตัวอย่างโดดเด่นสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่พุ่งสูงถึง 10.1% อย่างไรก็ตาม แม้การส่งออกจะเติบโต แต่การนำเข้าที่ขยายตัวสูงกว่าส่งผลให้ดุลการค้ากลับมาขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส สภาพัฒน์จึงประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 ว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5-2.5% โดยมีค่ากลางที่ 2.0% ด้วยเหตุนี้ทำให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจของสถาบันการเงินต่างๆ ออกมาวิเคราะห์เช่นกัน
TISCO ESU อัพเกรดจีดีพีไทย 1.8% เตือนพายุวิกฤตพลังงานจ่อซัดซ้ำ
ทางด้านศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) มองต่างออกไปเล็กน้อยในส่วนของทิศทางตัวเลข โดยได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้ขึ้นเป็น 1.8% (จากเดิม 1.2%) เพื่อสะท้อนตัวเลขไตรมาสแรกที่ดีและอานิสงส์ชั่วคราวจากมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ทว่าได้หั่นเป้าหมาย GDP ปี 2570 ลงเหลือ 1.7% พร้อมกับส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียม หรือมีลักษณะเป็น K-Shaped Recovery อย่างชัดเจน
เมื่อชำแหละไส้ในของ GDP ทิสโก้พบว่า การส่งออกที่ดูเหมือนเติบโตดีในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูง แท้จริงแล้วเป็นเพียงสินค้าทางผ่าน (Transshipment) หรือการรับจ้างประกอบที่ไม่มีมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ สะท้อนจากดุลการค้าที่ติดลบและความเชื่อมโยงที่สูงมากระหว่างการนำเข้าและส่งออกในหมวดชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์และหน่วยประมวลผล เช่นเดียวกับการลงทุนรวมที่เติบโตถึง 9.9% แต่ความจริงกลับพบว่ามีจำนวนโรงงาน “ปิดกิจการ” มากกว่า “เปิดใหม่” เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดเล็ก สะท้อนว่าธุรกิจดั้งเดิม (Traditional Industry) กำลังย่ำแย่ ขณะที่ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่มทุนใหญ่ นอกจากนี้ ทิสโก้ยังเตือนว่าพายุของจริงจากวิกฤตตะวันออกกลางอาจทำให้ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นอีก 40-50% หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนกระทั่งน้ำมันสำรองโลกวิกฤต ซึ่งจะฉุดให้ผู้คนลดรายจ่ายและเพิ่มอัตราการว่างงาน ในส่วนนโยบายการเงิน ทิสโก้มองว่าการลดดอกเบี้ยเป็นเพียง “กระสุนด้าน” เพราะปัญหาเกิดจากฝั่งอุปทาน คาดว่า กนง.ตรึงดอกเบี้ยที่ 1.00% ในปีนี้ แต่อาจต้องปรับขึ้นในปีหน้าตามเงินเฟ้อที่ดื้อรั้น พร้อมคาดว่าเงินบาทมีความเสี่ยงอ่อนค่าทะลุ 34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากแรงกดดันด้านดุลบัญชีและปริมาณพันธบัตรที่รัฐบาลเตรียมกู้เพิ่ม
KKP คาดเม็ดเงิน 4 แสนล้านดัน จีดีพี 1.9% ระยะสั้น
สอดคล้องกับมุมมองของ KKP Research ที่ได้ปรับประมาณการ GDP ปีนี้ขึ้นจาก 1.3% เป็น 1.9% จากปัจจัยระยะสั้นเช่นกัน โดยระบุว่า การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของภาครัฐเพื่อเยียวยาผลกระทบด้านพลังงาน จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในครึ่งปีหลัง ช่วยเพิ่ม GDP ได้ราว 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ในไตรมาสที่ 3 ทำให้นาทีนี้เศรษฐกิจไทยรอดพ้นจากการเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) มาได้อย่างหวุดหวิด
อย่างไรก็ตาม KKP Research ได้ส่งสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงระยะปานกลางที่น่ากังวล นั่นคือการเผชิญกับภาวะ Twin Deficits หรือการขาดดุลแฝด ซึ่งเป็นการขาดดุลการคลังพร้อมกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เม็ดเงินกู้ 4 แสนล้านบาทนี้จะดันให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ชนเพดานที่ 70% ภายในปี 2570 และสร้างความเสี่ยงต่อวินัยการคลังในอนาคต ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเปลี่ยนเป็นขาดดุลอย่างถาวรจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เนื่องจากการลงทุนในประเทศยุคใหม่ เช่น การสร้าง Data Center มีสัดส่วนการนำเข้าสินค้าทุนสูงถึง 80-85% (Import Content) ทำให้เม็ดเงินไม่ได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจริงเท่าในอดีต ซ้ำร้ายพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เช่น การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) การจ่ายค่าบริการความบันเทิงและ AI ในรูปแบบ Subscription ตลอดจนค่าขนส่งระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ล้วนเป็นรอยรั่วที่ทำให้เงินตราไหลออกนอกประเทศ
สำหรับทิศทางในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 KKP Research ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังต้องรับมือกับแรงกระแทกจากสงครามผ่าน 3 ช่องทางหลัก คือ การส่งออกและการลงทุนที่ไม่กระจายตัวสู่เศรษฐกิจฐานราก, ภาคการท่องเที่ยวที่จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมจะหดตัวเป็นปีที่สองติดต่อกันจากแรงกดดันในตลาดยุโรปและตะวันออกกลาง และการบริโภคภาคเอกชนที่ถูกกดดันอย่างหนักจากราคาพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยที่มีภาระหนี้สินตึงตัวอยู่แล้ว นอกจากนี้หากวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อจนเกิดภาวะขาดแคลนปุ๋ยและสารเคมี จะยิ่งซ้ำเติมห่วงโซ่การผลิตภาคเกษตรและอุตสาหกรรมให้วิกฤตยิ่งขึ้น ในด้านดอกเบี้ยนโยบาย ประเมินว่า กนง.จะเลือกมองข้ามเงินเฟ้อฝั่งอุปทานชั่วคราว แม้คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปอาจพุ่งสูงแตะระดับ 5% ในช่วงปลายปี 2569 นี้ก็ตาม โดย กนง.จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมเพื่อประคองกำลังซื้อที่อ่อนแอ เว้นเสียแต่ว่าเงินเฟ้อจะทะลุ 5%ไปไกล หรือธนาคารกลางหลักของโลกปรับขึ้นดอกเบี้ยจนกดดันให้เงินบาทอ่อนค่ารุนแรง
วิจัยกรุงศรีมองต่างปรับลดประมาณการ ศก. ปี’69 เหลือ 1.9%
ด้านศูนย์วิจัยกรุงศรีได้ปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 ลงสู่ระดับ 1.9% ชะลอตัวจาก 2.4% ในปี 2568 แม้ว่าตัวเลขในไตรมาสแรกจะออกมาดีกว่าคาด แต่วิจัยกรุงศรีประเมินว่าแรงขับเคลื่อนหลักดังกล่าวเกิดจากปัจจัยชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นการเร่งส่งออกล่วงหน้า (Front-loading) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐ การเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ตลอดจนการสะสมสินค้าคงคลัง ขณะที่ภาพรวมในช่วงครึ่งปีหลังจะเผชิญกับแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นและเริ่มส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง
ทั้งนี้ ผลกระทบดังกล่าวกำลังฉุดรั้งการบริโภคภาคเอกชนให้ขยายตัวต่ำสุดในรอบ 4 ปี เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามราคาพลังงาน สวนทางกับรายได้ภาคครัวเรือนและรายได้เกษตรกรที่เติบโตต่ำซ้ำเติมด้วยปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ด้านภาคการท่องเที่ยวที่เคยเป็นพระเอกกลับฟื้นตัวล่าช้า โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลง ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง จากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและความกังวลด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล เช่น ยุโรปและสหรัฐ
ส่วนการลงทุนภาคเอกชนแม้จะยังรักษาแรงส่งได้จากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และเม็ดเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) แต่อุปสงค์โลกที่อ่อนแอและปัญหาเชิงโครงสร้างภายใน เช่น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์และกำลังแรงงานที่หดตัว จะยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญ ทำให้วิจัยกรุงศรีคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ตลอดทั้งปี เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจที่ซบเซานี้

