“อนุทิน” ปลื้ม “ไทยช่วยไทยพลัส” ตอบรับดี เล็งออก “พลัส” รูปแบบอื่น อัดเม็ดเงินหมุนเข้าระบบศก.ต่อเนื่อง
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อม น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินตลาดศรีย่าน พบปะพ่อค้า แม่ค้าตามร้านค้าต่างๆ และประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย พร้อมติดตามการใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 โดยไลฟ์สดผ่าน Facebook ส่วนตัวนายกฯ
ระหว่างลงพื้นที่นายกฯแวะซื้อผลไม้จากร้านประจำ จ่ายเงินผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส และสอบถามประชาชนที่เลือกซื้อสินค้าในร้านค้าโชห่วย โดยซื้อเงาะและลิ้นจี่กระป๋อง ซีอิ๊วขาว จากนั้นสอบถามการค้าขายที่ร้านจิวลูกชิ้นปลาเยาวราช พร้อมถ่ายภาพทำท่าพลัสร่วมกับเจ้าของร้าน ก่อนแวะร้านจำหน่ายเครื่องครัว เลือกซื้อช้อนสั้นสเเตนเลส 2 กล่อง และกล่องใส่รองเท้า และก่อนเดินทางกลับนายกฯแวะซื้อน้ำชง สั่งเมนูนมชมพู ที่ร้านกาแฟ ซื้อทุเรียน พร้อมแจกให้ประชาชน
ตลอดการลงพื้นที่ นายกฯแวะพูดคุยทักทายผู้ประกอบการและประชาชนที่มาใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัสพร้อมกับถ่ายรูปอย่างเป็นกันเอง ท่ามกลางบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยอย่างคึกคัก โดยประชาชนส่วนหนึ่งระบุว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสใช้งานได้ดีมาก
ต่อมาที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงเสียงตอบรับของประชาชนมาจับจ่ายใช้สอยโครงการไทยช่วยไทยพลัสว่า เห็นความคึกคักมากพอสมควร ได้สอบถามทั้งคนซื้อคนขายเขาพึงพอใจ คิดว่าทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ทั้งผู้ซื้อผู้ขาย เราเน้นช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้งค่าน้ำมัน ค่าไฟ เมื่อได้ดูของจริงเห็นว่าไม่ใช่แค่ซื้อก๋วยเตี๋ยว ซื้อข้าวซื้อผลไม้ ร้านของชำร้านสะดวกซื้อต่างๆ ที่ไม่ได้เป็นห้างก็มีคนเข้าไปเข้าคิวใช้สิทธิ ทั้งไทยช่วยไทยพลัสและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เมื่อได้ถามไปเขาก็พึงพอใจ
เมื่อถามว่ามีเสียงสะท้อนขออะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ขออย่าให้หยุด จึงบอกไปว่าถ้าโครงการได้รับการตอบรับที่ดี อย่างที่บอกเป็นการช่วยกันทำให้เม็ดเงินเข้าไปมีการไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น เราก็ต้องหาเรื่องพลัสไปเรื่อยๆ คงไม่ใช่ออกมาในรูปแบบเดิม รัฐบาลมีหน้าที่หาโปรแกรมดีๆ หาโครงการดีๆ มาให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้อยู่แล้ว ส่วนกรณีคนลงทะเบียนไม่ครบ 30 ล้านสิทธิ เงินส่วนนี้ก็จะนำไปให้ประโยชน์อย่างอื่น หากมีสิ่งจำเป็นเร่งด่วนภายใต้กฎเกณฑ์ พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะเรากู้ตามจำนวนที่ใช้
ผู้สื่อข่าวถามว่าหลักเกณฑ์ใหม่ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรณีที่นำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษีแล้ว พ่อแม่จะถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการ ทำให้ถูกวิจารณ์ว่าหลักเกณฑ์เข้มเกินไป นายอนุทินกล่าวว่า ปัญหาต่างๆ ก็ต้องมีบ้าง เรื่องโครงการเหล่านี้ เรายังประโยชน์ให้กับประชาชนตั้งเกือบ 30 ล้านคน อาจมีคนพอใจ ไม่พอใจ ก็ไปรวบรวมสำรวจความพึงพอใจ ตรงไหนที่ประชาชนไม่พอใจที่เกิดจากที่เรารู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเข็มขัดสั้นคาดไม่ถึง เราก็จะไปปรับปรุงแก้ไขเพราะเราไม่ได้มีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ครั้งเดียวเสียเมื่อไหร่ ก็จะมีอะไรที่เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อถามย้ำว่ารอบนี้ต้องยึดหลักเกณฑ์นี้ใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ดำเนินการไปแล้ว ไปลงทะเบียนเพิ่มไม่ได้แล้ว วันนี้ที่ไปเดินตลาดหลายคนก็ไม่ได้เข้า บางคนบอกไม่เข้า เพราะขายดีอยู่แล้ว ไม่อยากวุ่นวายเสียเวลาสแกน เขาก็เลือกทางของเขา แต่หลายคนเข้าไม่ถึงระบบไม่ทราบว่าต้องทำอย่างไร ต้องมาดูว่าเพราะอ่อนประชาสัมพันธ์ของรัฐหรือไม่ ต้องหาแนวทางให้เขากลับเข้ามาในระบบของรัฐในโครงการถัดไป นี่คือนโยบายที่จะพูดกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง
เมื่อถามว่าคนที่ได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม อาจรู้สึกว่าจะเสียสิทธิเพราะหลักเกณฑ์เข้มขึ้น นายอนุทินกล่าวว่า ยังไม่รับทราบแต่ว่าพร้อมแก้ไขปรับปรุงให้สิทธิเหล่านี้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน
เมื่อถามว่าผู้มีสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม 13 ล้านคน จากหลักเกณฑ์ใหม่จะทำให้ผู้มีสิทธิมากขึ้นหรือน้อยลง นายอนุทินกล่าวว่า เดี๋ยวให้นายเอกนิติมาตอบรายละเอียด ผมให้การสนับสนุนเชิงนโยบาย แต่คนที่จะนำข้อมูลต่างๆ มาตัดสินใจคือกระทรวงการคลัง ก็ต้องให้เขาเสนอมา
รายงานจากกระทรวงการคลัง ถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ณ วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 13.00 น. ประชาชนเข้าร่วมโครงการแล้ว 26,040,623 คน เมื่อพิจารณาจากช่วงเวลาดังกล่าว ประชาชนใช้จ่ายจนเสร็จสมบูรณ์แล้วจำนวน 15,631,367 คน ส่วนฝั่งร้านค้า ยอดรวมของร้านค้าที่ลงทะเบียนเสร็จสิ้นและกดสิทธิยอมรับเงื่อนไข (T&C) พร้อมให้บริการแล้วมี 946,465 ร้านค้า โดยมีร้านค้าที่สามารถสร้างยอดขายสำเร็จในระบบไปแล้ว 814,553 ร้านค้า สำหรับการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบแบ่งเป็นสัดส่วนตามเงื่อนไขการร่วมจ่าย (Co-payment) โดยมียอดใช้จ่ายรวมสะสมอยู่ที่ 5,519.54 ล้านบาท เมื่อจำแนกตามสัดส่วนการจ่ายเงิน พบว่าเป็นเงินสนับสนุนที่รัฐบาลร่วมจ่ายจำนวน 3,213.46 ล้านบาท และเงินส่วนภาคประชาชนอีกจำนวน 2,306.08 ล้านบาท

