ส.ผู้เลี้ยงกุ้งไทย ร้องกรมประมง แก้ราคากุ้งทะเลตกต่ำกว่าต้นทุน หวั่นลามอุตฯกุ้งทั้งระบบ
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ที่กรมประมง เวลา 9.30 น. สมาคมเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย นำโดย นายครรชิต เหมะรักษ์ นายกสมาคมเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย พร้อมตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจากทั่วประเทศกว่า 20 จังหวัด อาทิ สุราษฎร์ธานี จันทบุรี กระบี่ สงขลา พัทลุง รวมถึงตัวแทนจากภาคกลาง เช่น สุพรรณบุรี และนครปฐม
เดินทางเข้าพบ นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาราคากุ้งทะเลตกต่ำเป็นการเร่งด่วน
นายครรชิต เปิดเผยว่า ในปี 2569 นี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศกำลังเผชิญความเดือดร้อน “วิกฤตซ้อนวิกฤต” โดยปัจจัยหลักมาจาก 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1. ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตั้งแต่ช่วงช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและการส่งออกสินค้า ทำให้ราคากุ้งในประเทศปรับตัวลดลง
2. ปัญหากลไกราคาตามฤดูกาลในช่วงไตรมาสที่ 2 ของทุกปี ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน จะเป็นช่วงที่ราคากุ้งตกต่ำเป็นปกติอยู่แล้ว จึงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการเชิงระบบเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา
และ 3. เป็นปัจจัยใหม่ที่เกิดขึ้นในปีนี้ ได้แก่ ปัญหาการค้าชายแดน ทั้งจากมาตรการด้านความมั่นคงและข้อจำกัดทางการค้า โดยเฉพาะบริเวณชายแดนกัมพูชาและมาเลเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตร ขณะที่การชะลอการนำเข้าจากบางประเทศเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้เกษตรกรไม่มีเวลาเตรียมตัวหรือปรับแผนการผลิต
นายครรชิต กล่าวว่า ในส่วนของกรมประมง ซึ่งมีหน้าที่ส่งเสริมและแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร ทางสมาคม จึงได้เข้ามาหารือกับ นางฐิติพร และจะนำเรียนประเด็นดังกล่าวต่อ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ทราบว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกำลังประสบปัญหาหลายด้าน
โดยกลไกสำคัญที่จะต้องดำเนินการ คือ การอาศัย ‘คณะกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกุ้งเพื่อความยั่งยืน’ ให้ทำหน้าที่ตามกฎหมายและตามกรอบอำนาจที่มี เพื่อกำหนดทิศทางในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งทั้งระบบ ให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งประเด็นหลัก คือ ต้องการให้เร่งเปิดประชุมคณะกรรมการฯ โดยคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นอย่างช้าที่สุดไม่เกินวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ตามที่ได้ประสานงานเบื้องต้นไว้
นายครรชิต กล่าวว่า สำหรับปัญหาเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที คือโครงการรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งกรมการค้าภายในมีงบประมาณจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยเราเคยดำเนินโครงการในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง เพื่อดึงผลผลิตส่วนเกิน (Supply) ออกจากระบบและกระจายสู่ผู้บริโภค ครั้งนี้ทางสมาคมฯ ขอความร่วมมือในการดึงผลผลิตไม่น้อยกว่า 10,000 ตัน ภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้รับราคาที่สูงกว่าราคาอ้างอิงหรือราคาต้นทุนการผลิตไม่น้อยกว่า 20 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าให้กับเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง
นายครรชิต กล่าวว่า ส่วนในระยะยาว ทางสมาคมต้องการให้คณะกรรมการกุ้ง (Shrimp Board) มีอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจนและมีน้ำหนักในการตัดสินใจ มากกว่าการเป็นเพียงอำนาจในระดับกรมหรือกระทรวง แต่ควรมีสถานะทางกฎหมายที่เข้มแข็งเช่นเดียวกับ ‘คณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ’ เนื่องจากกุ้งเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง เช่นเดียวกับข้าวและยางพารา จึงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษเพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการอย่างเป็นธรรม
นายครรชิต กล่าวว่า ส่วนกรณีที่จะมีการเจรจาการค้าระหว่างไทยและมาเลเซียที่มีกำหนดในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 กลุ่มเกษตรกรคาดหวังว่าภาครัฐจะเร่งดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ กฎระเบียบการค้าโลก การค้าอาเซียน และการค้าชายแดน เพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและลดผลกระทบต่อภาคการผลิต โดยยอมรับว่าเกษตรกรเคยผ่านวิกฤตด้านการค้าในหลายรูปแบบมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากความตกลงการค้าเสรี (FTA) หรือมาตรการภาษีของสหรัฐฯ แต่หากสถานการณ์ปัจจุบันส่งผลกระทบต่อรายได้อย่างรุนแรงจนเกษตรกรไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้ ก็ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ควรมีจะมาตรการเยียวยาและช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
“วันนี้เราไม่ได้มาประท้วง แต่เดินทางมายื่นข้อเสนอและขอความเห็นใจจากภาครัฐ เพื่อให้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก สิ่งที่พวกเราต้องการคือการฟื้นตัวและโอกาสในการเดินหน้าประกอบอาชีพต่อไป” นายครรชิต กล่าว
นายยุทธนา รัตโน ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งท่าทอง กล่าวว่า ต้นทุนหลักของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งประกอบด้วยค่าอาหารสัตว์น้ำ ค่าพลังงาน ค่าลูกกุ้ง ค่าสารเคมีและเวชภัณฑ์ รวมถึงค่าแรงงาน โดยข้อมูลการศึกษาต้นทุนการผลิตที่กรมประมงร่วมกับเกษตรกรและสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งภาคตะวันออกจัดทำไว้ พบว่า กุ้งขนาด 100 ตัวต่อกิโลกรัม มีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 119 บาทต่อกิโลกรัม ขนาด 80 ตัวต่อกิโลกรัม มีต้นทุน 123 บาท และขนาด 70 ตัวต่อกิโลกรัม มีต้นทุนประมาณ 135 บาทต่อกิโลกรัม
นายยุทธนา กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันราคากุ้งหน้าบ่ออยู่ในระดับต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยราว 10-20% ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนต่อเนื่อง โดยมองว่าราคากุ้งที่เหมาะสมควรสูงกว่าต้นทุนอย่างน้อย 20% เพื่อให้เกษตรกรมีผลตอบแทนเพียงพอ สำหรับการดำเนินอาชีพและรองรับความเสี่ยงในการผลิต เช่น กุ้งขนาด 100 ตัวต่อกิโลกรัม ควรมีราคาประมาณ 125-130 บาทต่อกิโลกรัม จึงจะสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน
ซึ่งปัญหาราคากุ้งหน้าบ่ออยู่ในระดับต่ำกว่าต้นทุน มาจากหลายปัจจัย ทั้งผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง กลไกทางการตลาดที่ไม่เอื้อต่อผู้ผลิต และการที่มาเลเซีย ประกาศระงับการนำเข้ากุ้งจากไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายผลผลิต และรายได้ของเกษตรกรโดยตรง หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ เกษตรกรจำนวนมาก จะขาดสภาพคล่อง ต้องยกเลิกการผลิต และอาจจะลุกลามไปยังอุตสาหกรรมกุ้งทะเลไทยทั้งระบบ ซึ่งคาดว่าปีนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศจะขาดทุนรวมกันไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท เนื่องจากราคากุ้งตั้งแต่ขนาด 55 ตัวถึง 100 ตัวต่อกิโลกรัม ล้วนอยู่ในระดับต่ำกว่าต้นทุนการผลิต

