หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกชนหนุน ปรั...

เอกชนหนุน ปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชี้ต้องเร่งอัพสกิล-สร้างอาชีพ ลดพึ่งพาสวัสดิการระยะยาว

4.06.26 | 13:37 น.

เอกชน หนุนปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชี้ต้องเร่งอัพสกิล-สร้างอาชีพ ลดพึ่งพาสวัสดิการระยะยาว

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยถึงกรณีรัฐบาลเปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน รอบใหม่ พร้อมปรับหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิรับสวัสดิการ ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยให้การใช้งบประมาณด้านสวัสดิการมีความถูกต้องและตรงตามวัตถุประสงค์มากขึ้น โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางที่มีความจำเป็นจริง

นายแสงชัยกล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเกือบ 14 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนใกล้เคียง 20% ของประชากรไทย ซึ่งถือเป็นจำนวนที่ค่อนข้างสูง ดังนั้น รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ทบทวนฐานข้อมูลและจำแนกผู้ได้รับสิทธิให้ชัดเจนมากขึ้นว่า กลุ่มใดเป็นผู้ที่ต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง และกลุ่มใดเป็นผู้ที่ยังมีศักยภาพในการพัฒนาตนเองและเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ อยากให้รัฐบาลมองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นมากกว่าการช่วยเหลือระยะสั้น แต่ต้องเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน ให้ผู้ถือบัตรสามารถมีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต

นายแสงชัยระบุว่า อย่างไรก็ตาม ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ยังอยู่ในวัยทำงาน หรือมีความพร้อมในการประกอบอาชีพ ควรได้รับการสนับสนุนด้านการพัฒนาทักษะ การฝึกอาชีพ การอัปสกิล (Upskill) และรีสกิล (Reskill) เพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงาน รวมถึงส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการรายย่อยหรือเอสเอ็มอี ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลิตภาพแรงงานและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจมากกว่าการพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากรัฐเพียงอย่างเดียว

นายแสงชัย กล่าวว่า ส่วนประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ผู้ที่มีบุตรและใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบุตร 30,000 บาท อาจถูกนำมาใช้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขพิจารณาสิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น เห็นว่า เป็นแนวทางที่มีเหตุผล เพราะบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่เปราะบาง ถ้าครอบครัวมีศักยภาพในการดูแลกันเอง มีรายได้จนสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ ก็ต้องมาพิจารณาว่ายังมีความจำเป็นต้องได้รับสวัสดิการจากรัฐหรือไม่ เพราะงบประมาณควรถูกนำไปช่วยเหลือคนที่ขาดโอกาสและเดือดร้อนจริงๆ

นายแสงชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ ในเรื่องของการตัดสิทธินักเรียนหรือนักศึกษาบางกลุ่มออกจากระบบสวัสดิการแห่งรัฐนั้น มองว่าต้องพิจารณาตามฐานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือนเป็นสำคัญ หากมาจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำและมีความเดือดร้อนจริง ก็ควรได้รับการช่วยเหลือ แต่หากครอบครัวมีรายได้เพียงพออยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเข้ามาอยู่ในระบบสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องให้กับกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อยจริงๆ ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้ามารับสิทธิได้ เพราะสุดท้ายแล้วเป็นงบประมาณของประเทศที่ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

Advertisement

นายแสงชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ สำหรับกรณีที่ผู้ถูกตัดสิทธิจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอาจมีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการอื่นของภาครัฐ อาทิโครงการไทยช่วยไทย มองว่าควรพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของแต่ละโครงการ หากยังเข้าเงื่อนไขก็ควรได้รับสิทธิ แต่หากไม่เข้าเกณฑ์ก็ต้องเป็นไปตามกติกาที่กำหนด อย่างไรก็ตาม หากพบว่ามีกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปรับเกณฑ์จนเกิดความเดือดร้อน รัฐบาลอาจพิจารณาเปิดช่องทางพิเศษหรือรอบพิเศษในการพิจารณาช่วยเหลือเพิ่มเติมได้เป็นรายกรณี

“ส่วนกรณีผู้สูงอายุที่อาจหลุดจากเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐหลังการทบทวนสิทธิ มองว่ารัฐควรจำแนกตามศักยภาพของแต่ละกลุ่ม โดยผู้สูงอายุที่ยังสามารถทำงานได้ ควรได้รับการส่งเสริมอาชีพหรือกิจกรรมสร้างรายได้ ขณะที่ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ หรือมีข้อจำกัดด้านสุขภาพ รัฐยังจำเป็นต้องเข้าไปดูแลและจัดสวัสดิการรองรับอย่างเหมาะสม” นายแสงชัย กล่าว

นายแสงชัย กล่าวว่า ทั้งนี้ หากมีงบประมาณที่เหลือควรนำไปต่อยอดให้ประชาชนมีรายได้ มีอาชีพ และมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น เช่น การส่งเสริมให้ผู้ค้ารายย่อยหรือเอสเอ็มอีเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประกอบธุรกิจ ซึ่งจะสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาวมากกว่าการช่วยเหลือแบบชั่วคราว