เอกชน ชี้ส่งออกไทยไปสหรัฐ ไม่กระทบหนัก แม้จ่อโดนรีดภาษี 12.5% อ้างกฎหมายแรงงาน
จากกรณีวันที่ 2 มิถุนายน สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ประกาศผลการไต่สวน (findings) ภายใต้มาตรา 301 กรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่มาจากแรงงานบังคับ (Forced labor) โดยสรุปผลว่าประเทศที่ถูกไต่สวนทั้งหมด 60 ประเทศ รวมถึงไทย มีการดำเนินการนโยบายและแนวปฏิบัติที่เป็นไปตามข้อกล่าวหา และได้เสนอมาตรการโดยกำหนดอัตราภาษีเพิ่มเติม (additional duty) ในอัตรา 12.5% กับประเทศที่ไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ภายใต้ความตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐ
ทั้งนี้ สำหรับกระบวนการต่อไป ผู้ที่ประสงค์จะแสดงตนเข้าร่วมให้การใน Public hearings จะต้องยื่นคำขอ และส่งสรุปคำให้การภายในวันที่ 22 มิถุนายน อีกทั้งการส่งข้อมูลความเห็น (ต่อผล findings) ภายใน 6 กรกฎาคม และ USTR กำหนดจัดการรับฟังข้อคิดเห็นสาธารณะ (Public hearings) ในวันที่ 7 กรกฎาคม
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ที่สหรัฐอเมริกาเตรียมบังคับใช้มาตรการทางภาษีใหม่ภายใต้กฎหมายแรงงาน (Labor Force Law) อาจส่งผลให้ไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 12.5% หากการเจรจาไม่เป็นผลสำเร็จภายในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ อย่างไรก็ตาม มองว่าผลกระทบมีจำกัด เนื่องจากปัจจุบันไทยเผชิญการเก็บภาษีที่ 10% อยู่แล้ว และการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐยังคงเติบโตทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 40% ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากการที่ผู้นำเข้าอเมริกันเร่งกักตุนและสต๊อกสินค้า
นายธนิตกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ สหรัฐเคยใช้มาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้ากับประเทศที่สหรัฐเสียเปรียบดุลการค้าในอัตราสูงถึง 19% แต่ต่อมาศาลฎีกาสหรัฐได้มีคำพิพากษาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ว่าการกระทำดังกล่าวไม่มีอำนาจบังคับใช้และไม่ถูกกฎหมาย หลังจากนั้นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้อาศัยอำนาจประธานาธิบดีตามมาตรา 122 เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% เป็นการชั่วคราว ซึ่งมาตรการนี้กำลังจะหมดอายุลงในเดือนกรกฎาคม ล่าสุดสหรัฐจึงเตรียมนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการค้ากับประเทศที่ล้มเหลวในการจัดการเรื่องแรงงานบังคับ (Labor Force Law) มางัดใช้เป็นมาตรการใหม่
นายธนิตกล่าวว่า จากรายชื่อ 60 ประเทศที่เข้าข่าย สหรัฐได้แบ่งกลุ่มการเรียกเก็บภาษี โดยมี 15 ประเทศจะได้เสียภาษีในอัตรา 10% ซึ่งในกลุ่มนี้มีประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน อย่างกัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซียรวมอยู่ด้วย ขณะที่ประเทศไทยไปติดอยู่ในกลุ่ม 45 ประเทศที่อาจต้องเสียภาษีในอัตรา 12.5%
นายธนิตกล่าวด้วยว่า หากไทยต้องเสียภาษีที่ 12.5% จริง จะเป็นการเพิ่มขึ้น 2.5% จากอัตรา 10% ในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าอาจไม่น่ากังวลนักเมื่อเทียบกับอดีตที่เคยเผชิญการเรียกเก็บภาษีนำเข้าถึง 19% ซึ่งถือเป็นจุดที่เลวร้ายที่สุด นอกจากนี้ ภาระภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นนั้นแท้จริงแล้วตกอยู่กับผู้บริโภคชาวอเมริกันที่ต้องซื้อของแพงขึ้น ส่งผลให้สหรัฐต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงและปัญหาการว่างงาน
“ผลกระทบจากการที่สหรัฐปรับอัตราภาษีนำเข้า และการจะทำให้สินค้าไทยแข่งขันได้หรือไม่ได้นั่น ย้อนไปก่อนหน้านั้นที่ไทยเจอสหรัฐเก็บภาษีนำเข้า 19% และขณะนี้ไทยโดนเก็บ 10% จากการที่ทรัมป์ถูกศาลสูงสุดสหรัฐวินิจฉัยไป อย่างไรก็ตาม หากเราจะต้องเจอ 12.5% ก็สอดคล้องไปกับ 45 ประเทศ ที่อาจถูกปรับอัตราภาษีนำเข้าอีก 2.5% ทั้งนี้ คาดว่าในแง่ของการแข่งขันอาจจะมีผลกระทบไม่มากเท่าไหร่ เพราะประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของไทย อาทิ เวียดนาม ก็อยู่ในรายชื่อ 45 ประเทศ” นายธนิตกล่าว
นายธนิตกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ตั้งข้อสังเกตว่า กัมพูชาซึ่งเป็นประเทศที่ส่งออกสิ่งทอเป็นหลักและอาจมีประเด็นเรื่องแรงงานบังคับมากกว่าไทย กลับถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่เสียภาษีเพียง 10% ร่วมกับกลุ่มประเทศยุโรปและแคนาดา แต่อย่างไรก็ดี คู่แข่งทางการค้าที่แท้จริงของไทยอย่างเวียดนามนั้น ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องเสียภาษี 12.5% เช่นเดียวกัน
“เราผ่านจุดที่เลวร้ายสุดๆ มาแล้ว ในครั้งที่สหรัฐประกาศเก็บภาษีนำเข้าที่อัตรา 19% ขณะนี้ลดมาเหลือที่อัตรา 10% คิดว่าตลาดยังรับได้” นายธนิตกล่าว

