หน้าแรก เศรษฐกิจ ศุภจี กางไทม์...

ศุภจี กางไทม์ไลน์ แก้ภาษีทรัมป์ 12.5% คิกออฟไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ชวนช้อปตลอดมิ.ย.

4.06.26 | 17:59 น.

‘ศุภจี’ คิกออฟ ‘ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย’ ดันสินค้า SME กว่า 2,000 ราย ขึ้นแพลตฟอร์มออนไลน์ กระตุ้น ศก.ฐานราก-ลดภาระค่าครองชีพประชาชน กางไทม์ไลน์ แก้ปมสหรัฐจ่อเก็บภาษี 12.5%

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ที่ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดตัว (Kick Off) โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” โดยมี น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ว่าที่ รต.ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด นางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) นายปรกชล งามศิริ Co-founder Nex Gen Commerce พร้อมผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน

นางศุภจีกล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” เป็นหนึ่งในมาตรการเร่งด่วนของกระทรวงพาณิชย์ในการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน ค่าขนส่ง ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และค่าครองชีพของประชาชน โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลเศรษฐกิจฐานรากและการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชนที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

“SME ไทยเป็นกลุ่มที่สร้างรายได้สำคัญให้เศรษฐกิจไทย แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สัดส่วนรายได้ของ SME อยู่ที่ประมาณร้อยละ 35 ของระบบเศรษฐกิจ เราตั้งเป้าผลักดันให้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40 เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจกระจายประโยชน์ไปถึงผู้ประกอบการรายเล็กและประชาชนฐานรากมากขึ้น” นางศุภจีกล่าว

นางศุภจีกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้วางแนวทางส่งเสริม SME ไทยใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาทักษะและศักยภาพผู้ประกอบการ การสนับสนุนให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และการขยายโอกาสทางการตลาด ซึ่งโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” ถือเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

Advertisement

สำหรับโครงการดังกล่าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้คัดเลือกผู้ประกอบการ SME วิสาหกิจชุมชน และผู้ผลิตสินค้าชุมชนกว่า 2,000 รายทั่วประเทศ ที่เป็นผู้ผลิตสินค้าเองและใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ให้นำสินค้าคุณภาพขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย ได้แก่ Nex Gen Commerce และ Thailand Post Mart ตลอดเดือนมิถุนายน 2569

ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการตลาดอย่างครบวงจร ทั้งการยกเว้นค่าธรรมเนียมการขาย (GP) ตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ การสนับสนุนคูปองส่วนลดสินค้า และฟรีค่าจัดส่งสินค้า รวมถึงการประชาสัมพันธ์ผ่าน Influencer และ Key Opinion Leader (KOL) ชื่อดัง เพื่อช่วยรีวิวสินค้า สร้างคอนเทนต์ และจัดกิจกรรมไลฟ์ขายสินค้า เพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคและสร้างยอดขายให้แก่ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังสนับสนุนคูปองค่าจัดส่งสินค้าฟรี จำนวน 250 คูปองต่อร้านค้า รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ ขณะที่ผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าผ่านโครงการจะได้รับสิทธิพิเศษจากโค้ดส่วนลด “ไทยช่วยไทย” มูลค่า 100 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 200 บาท จำนวนรวม 500,000 โค้ด คิดเป็นมูลค่ารวม 50 ล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการบริโภคสินค้าของคนไทย

“เราอยากเห็นคนไทยช่วยอุดหนุนสินค้าของคนไทย ให้รายได้กระจายกลับไปสู่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการรายเล็ก ขณะเดียวกันประชาชนก็ได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงสินค้าคุณภาพในราคาที่คุ้มค่า ถือเป็นการช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม” นางศุภจีกล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เชื่อมั่นว่าโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการไทย สร้างการหมุนเวียนเม็ดเงินภายในประเทศ และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

นอกจากนี้ นางศุภจียังเปิดเผยว่า หลังสหรัฐอเมริกาออกผลไต่สวนเบื้องต้นภายใต้มาตรา 301 กรณีแรงงานบังคับ หรือ Forced Labor โดยแบ่ง 60 เขตเศรษฐกิจออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่มีมาตรการเพียงพอ 14 เขตเศรษฐกิจ และกลุ่มที่ยังไม่มีข้อกำหนดหรือการบังคับใช้เพียงพอ 46 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มหลัง และผลเบื้องต้นทำให้ไทยอยู่ในกลุ่มที่อาจถูกเก็บภาษีเพิ่มเติม 12.5% ขณะที่กลุ่ม 14 เขตเศรษฐกิจถูกกำหนดเพดานภาษีไว้ที่ 10% โดยประเด็นที่สหรัฐพิจารณาไม่ได้ติดใจเรื่องการดูแลแรงงานบังคับในไทย แต่เป็นเรื่องที่ไทยยังไม่มีกฎหมายหรือมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่มีการใช้แรงงานบังคับ ทราบว่ากระทรวงแรงงานกำลังเร่งทำแผน

ทั้งนี้ ไทยต้องยื่นคำขอเข้าร่วมการรับฟังความคิดเห็น หรือ Hearing ภายในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 และยื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรภายในวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เพื่อชี้แจงเรื่องอัตราภาษี รายการสินค้าที่ควรเพิ่มหรือถอดออก และสินค้าที่ได้รับการยกเว้นใน Annex A ก่อนสหรัฐเปิดรับฟังความคิดเห็นวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 และคาดว่าจะประกาศผลขั้นสุดท้ายก่อนวันที่ 24 กรกฎาคม 2569

สำหรับสินค้าใน Annex A ที่ได้รับการยกเว้นมี 1,655 รายการ ครอบคลุมสินค้าเกษตรและอาหาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานและแร่ธาตุ และชิ้นส่วนอากาศยาน เช่น สับปะรด มะพร้าว แป้งมันสำปะหลัง สมาร์ทโฟน และแผ่นวงจร อย่างไรก็ตาม ไทยมีสินค้าส่งออกไปสหรัฐประมาณ 10,000 รายการ จึงต้องเร่งพิจารณาเสนอเพิ่มสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป สินค้าเกี่ยวกับรถยนต์บางกลุ่ม และสินค้ายางพาราให้เข้าอยู่ในรายการยกเว้นเพิ่มเติม

แหล่งข่าวกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ประเทศที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มภาษีต่ำกว่าไทยบางส่วน แม้ยังไม่มีกฎหมายควบคุมสินค้านำเข้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับอย่างสมบูรณ์ แต่ได้ลงนามข้อตกลง ART กับสหรัฐแล้ว เช่น มาเลเซีย กัวเตมาลา บังกลาเทศ อาร์เจนตินา และไต้หวัน ขณะที่ประเทศที่มีกฎหมายแล้วมี 6 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา เอกวาดอร์ สหภาพยุโรป อินโดนีเซีย เม็กซิโก และปากีสถาน

“ไทยจึงต้องเร่งเจรจา ART กับสหรัฐให้จบภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ เพราะอาจช่วยให้ไทยขยับไปอยู่ในกลุ่มอัตราภาษีที่ต่ำลง แม้ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาษีได้ทั้งหมด ขณะนี้การเจรจายังมีประเด็นค้างอยู่ประมาณ 25 เรื่อง กระจายอยู่ในหลายกระทรวง และผู้แทนการค้าไทยมีกำหนดเดินทางไปสหรัฐวันที่ 5 มิถุนายน เพื่อเจรจาต่อเนื่องประมาณ 2 สัปดาห์”

นอกจากนี้ ไทยยังต้องติดตามผลไต่สวนอีกประเด็นคือ Excess Capacity ซึ่งเกี่ยวข้องกับ 3 กลุ่มสินค้า ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ยาง และเครื่องจักร โดยฝ่ายไทยชี้แจงต่อสหรัฐว่าข้อมูลกำลังการผลิตของผู้ส่งออกหลักของไทยอยู่ที่ 70-95% ไม่ได้ต่ำกว่า 60% ตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมประสานกระทรวงอุตสาหกรรมปรับปรุงฐานข้อมูล MPI ให้เป็นปัจจุบันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ปรับเป้าหมายส่งออกปี 2569 เนื่องจากตัวเลขส่งออกช่วงต้นปียังขยายตัวดีกว่าคาด โดยไตรมาสแรกเติบโตใกล้ 20% และเดือนเมษายนขยายตัวกว่า 20%