รฟท. นำร่องใช้ระบบ ATP ลดอุบัติเหตุ-คุมความเร็วรถไฟ ตั้งเป้าเริ่มสายตะวันออก ภายในปีนี้
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) รฟท. เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา มีการหารือประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยของระบบรถไฟ จากกรณีเหตุอันตรายที่เกิดขึ้นกับระบบรางในช่วงที่ผ่านมา เบื้องต้น รฟท. ระบุสาเหตุหลักส่วนใหญ่มาจาก ‘human error’ หรือความผิดพลาดของมนุษย์ แม้ รฟท. จะมีระเบียบความปลอดภัยที่รัดกุมอยู่แล้ว แต่เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับเครื่องมือและระบบป้องกันอุบัติเหตุเพิ่มเติม
นายอนันต์ กล่าวว่า รฟท. เตรียมนำระบบควบคุมรถไฟอัตโนมัติ ATP (Automatic Train Protection) ตามมาตรฐานสากล ETCS Level 1 หรือ มาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยทางราง มาใช้เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) โดย เป็นระบบที่ทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์บนขบวนรถและระบบสัญญาณภาคพื้นดิน ซึ่งจะตรวจสอบความเร็ว การเข้า–ออกสถานี และจุดตัดทางรถไฟแบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย โดยระบบดังกล่าวจะช่วยควบคุมความเร็วและการหยุดรถให้เป็นไปตามสัญญาณที่กำหนด ซึ่งจะทำหน้าที่เสมือน “ผู้ช่วยอัจฉริยะ” โดยจะสื่อสารกับอุปกรณ์ข้างทางและสัญญาณไฟ หากพนักงานขับรถขับเร็วเกินกำหนด ไม่ปฏิบัติตามสัญญาณไฟ หรือไม่ลดความเร็วในจุดที่ต้องจอด ระบบจะส่งเสียงเตือนทันที และหากยังไม่มีการตอบสนอง ระบบจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตและทำการเบรกอัตโนมัติให้รถหยุดเพื่อความปลอดภัย
นายอนันต์ กล่าวว่า สำหรับการติดตั้ง รฟท. แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญที่ต้องทำงานสอดประสานกัน คือ อุปกรณ์บนรถจักร และ อุปกรณ์ติดตั้งตามเส้นทาง โดย อุปกรณ์บนรถจักร ปัจจุบันมีรถจักรที่ติดตั้งระบบ ATP แล้วประมาณ 120 หัว และ ในส่วนของรถดีเซลรางที่ยังไม่ติดตั้ง ขณะนี้ รฟท. ได้ออกประกาศเชิญชวนเพื่อดำเนินการจัดหาและติดตั้งแล้ว ในส่วนของ อุปกรณ์ติดตั้งตามเส้นทาง โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 1 ได้มีการติดตั้งระบบรองรับแล้ว 300 กม. และ ขณะนี้อยู่ในช่วงการติดตั้งสัญญาณไฟ
นายอนันต์ กล่าวว่า การติดตั้งระบบดังกล่าวในระบบ ไม่ต้องรอให้การติดตั้งเสร็จสิ้นครบทุกจุดทั้งประเทศ แต่จะใช้วิธี ทยอยนำร่องใช้งานในเส้นทางที่มีความจำเป็นเร่งด่วน โดยเฉพาะเส้นทางสายตะวันออก ซึ่งมีปริมาณการเดินรถหนาแน่น โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถเปิดใช้งานบางเส้นทางได้ภายในปี 2569 นี้ แม้จะยังไม่ครอบคลุมทั้งเครือข่าย แต่จะทยอยขยายการใช้งานตามความพร้อมของแต่ละเส้นทาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการเดินรถไฟทั่วประเทศ

