สุริยะ สั่ง กรมชลประทานรับมือเอลนีโญ-ย้ำนาปีมีน้ำพอ นาปรังต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน สามเสน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังติดตามสถานการณ์น้ำและมอบนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจของกรมชลประทาน ว่า เบื้องต้นได้สั่งการให้กรมชลประทานเตรียมความพร้อมบริหารจัดการน้ำเชิงรุกทั้งด้านการป้องกันอุทกภัยและภัยแล้ง หลังกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ประเทศไทยยังอยู่ในสภาวะเอนโซ (ENSO) และมีแนวโน้มที่ปรากฏการณ์เอลนีโญจะก่อตัวในช่วงกลางปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดฝนน้อย ฝนทิ้งช่วง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้ง
นายสุริยะ กล่าวว่า ตนได้กำชับให้กรมชลประทานติดตามและคาดการณ์สถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดทำฉากทัศน์รองรับทั้งกรณีเอลนีโญระดับอ่อนและระดับรุนแรง เพื่อให้สามารถปรับแผนการดำเนินงานได้อย่างทันท่วงที รวมถึงทบทวนเกณฑ์การบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ (Rule Curve) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเร่งเก็บกักน้ำในช่วงปลายฤดูฝนให้ได้มากที่สุด ภายใต้กรอบความปลอดภัยของเขื่อน
นายสุริยะ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังให้ กรมชลประทาน สำรองน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภคและการรักษาระบบนิเวศให้เพียงพอต่อเนื่องถึงฤดูแล้งปีถัดไป ควบคู่กับการเร่งรัดพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทานตามแผนงานที่กำหนด เพื่อเพิ่มศักยภาพการส่งและกระจายน้ำ รวมถึงเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ขุดลอกคูคลอง และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่เสี่ยง พร้อมเตรียมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และบุคลากรให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วทั้งในและนอกเขตชลประทาน โดยเฉพาะพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
นายสุริยะ กล่าวว่า ตนได้เน้นย้ำให้มีการจัดสรรน้ำอย่างเป็นธรรมและทั่วถึงตามลำดับความสำคัญ สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ พร้อมวางแผนการเพาะปลูกร่วมกับเกษตรกร และส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ รวมถึงจัดทำแผนสร้างความมั่นคงด้านน้ำระยะยาว รองรับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงโครงข่ายน้ำและการผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ (Water Grid) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้หลักวิชาการและความเหมาะสมทางวิศวกรรม
นายสุริยะ กล่าวว่า ดังนั้น จึงได้กำชับให้กรมชลประทานบูรณาการการทำงานร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลสถานการณ์น้ำและแจ้งเตือนภัยแก่ประชาชนและเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ให้สามารถวางแผนการใช้น้ำและเตรียมรับมือสถานการณ์ล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ปัจจุบันสถานการณ์น้ำของประเทศยังอยู่ในเกณฑ์บริหารจัดการได้ แต่ทุกหน่วยงานจำเป็นต้องวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างรอบด้าน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการป้องกันอุทกภัยและการสำรองน้ำต้นทุนรองรับภัยแล้งในอนาคต
นายสุริยะ กล่าวว่า สำหรับการเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งประสบอุทกภัยรุนแรงเมื่อปีที่ผ่านมา ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ได้จัดทำคำของบกลางเพื่อซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว พร้อมวางแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ และมอบหมายให้อธิบดีกรมชลประทานจัดเตรียมมาตรการรองรับกรณีเกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง เช่นเดียวกับพื้นที่ภาคเหนือที่มีความเสี่ยงเช่นกัน นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้กรมชลประทานเตรียมรับมือกับปรากฏการณ์ “เรนบอมบ์” (Rain Bomb) หรือฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดน้ำหลากฉับพลัน โดยต้องบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรและผลผลิตของเกษตรกรให้มากที่สุด
นายสุริยะ กล่าวว่า ยืนยันปริมาณน้ำในปีนี้ยังเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกข้าวนาปีทั่วประเทศ แต่สำหรับการทำนาปรังในช่วงปลายปี จำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอิทธิพลของเอลนีโญที่คาดว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปลายปี โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเร่งสื่อสารข้อมูลข้อเท็จจริงให้เกษตรกรรับทราบ เพื่อใช้วางแผนการผลิตและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีแนวทางส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยและพืชมูลค่าสูงมากขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้และลดความเสี่ยงจากปัญหาขาดแคลนน้ำในอนาคต โดยจะเดินหน้าสร้างความเข้าใจกับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อได้



