หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘เอกชน’ชี้ศก....

‘เอกชน’ชี้ศก.ไทยเปราะบาง ฐานล่างรับแรงกระแทกหนัก หวังไทยช่วยไทยพลัส ช่วยฟื้น

6.06.26 | 15:08 น.
ฐานล่างรับแรงกระแทกหนัก

‘เอกชน’ชี้ศก.ไทยเปราะบาง ฐานล่างรับแรงกระแทกหนัก หวังไทยช่วยไทยพลัส ช่วยฟื้น

  • คนรากหญ้ารับผลกระทบหนัก

นายสิริโรจน์ สิริพลากรกิจ รองกรรมการ บริษัท ปิยะมิตร กรุ๊ป จำกัด หรือ “โจ้ ทุบตึก” เปิดเผยกับ “มติชน” ว่า วันนี้เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง และเมื่อเกิดปัจจัยลบทางเศรษฐกิจขึ้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือคนจน คนรากหญ้า และคนที่ไม่พอกินอยู่แล้ว เศรษฐกิจโดยรวมในตอนนี้หวั่นกระทบกับคนชนชั้นล่าง แต่คนชั้นบนผมดูแล้วก็ยังไม่ค่อยกระทบเท่าไหร่ เนื่องจากผมทำงานเกี่ยวกับรากฐาน ผมแปลกใจที่ว่าบางทีบ้านแบบ 60-100 ล้านบาทขายได้ แต่บ้านระดับราคาทั่วไปขายไม่ได้เพราะคนกู้ไม่ผ่านขายได้ยากขึ้น เนื่องจากกำลังซื้อของประชาชนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

“เศรษฐกิจโดยรวมวันนี้กระทบคนหาเช้ากินค่ำมากกว่า ส่วนคนฐานะดีผมมองว่ายังไม่ได้สะเทือนมากนัก บางทีบ้านระดับ 60-100 ล้านบาทยังขายได้ แต่บ้านทั่วไปกลับขายไม่ได้ เพราะคนรุ่นใหม่หรือคนที่มีกำลังซื้อน้อยยังตัดสินใจใช้จ่ายยากขึ้น ภาพนี้สะท้อนว่าปัญหาหลักยังอยู่ที่กำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ในระบบเศรษฐกิจ” นายสิริโรจน์ กล่าว

  • ชี้เงินเฟ้อไม่น่ากลัวเท่าน้ำมัน

นายสิริโรจน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม มาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ถือเป็นแนวทางที่คล้ายกับโครงการคนละครึ่งในอดีต ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่งผลให้ร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร และผู้ประกอบการระดับชุมชนมียอดขายเพิ่มขึ้น ถือว่ากระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุดในช่วงที่กำลังซื้อของประชาชนยังอ่อนแรง

“ผมมองว่าเป็นเหมือนการทำโปรโมชั่นทั้งประเทศ ทำให้คนออกมาใช้เงินมากขึ้น เงินที่ลงไปอาจไม่ได้มาก แต่เมื่อหมุนหลายรอบก็ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ส่วนเรื่องเงินเฟ้อ ผมไม่ได้กังวลเท่ากับเรื่องน้ำมัน เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนของทุกอย่าง ตั้งแต่การขนส่งไปจนถึงราคาสินค้าและบริการ ถ้าน้ำมันขึ้นทุกอย่างก็ขึ้นตาม ผู้ประกอบการและประชาชนจะได้รับผลกระทบทั้งหมด” นายสิริโรจน์ กล่าว

  • บัตรสวัสดิการเงื่อนไขควรยืดหยุ่น

นายสิริโรจน์ กล่าวว่า สำหรับการปรับหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เป็นมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยยังมีความจำเป็นในช่วงที่ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น แม้เม็ดเงินช่วยเหลือจะไม่ได้มีจำนวนมาก แต่ถือเป็นส่วนสำคัญในการประคับประคองชีวิตของกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและครอบครัวที่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน อย่างไรก็ตาม รัฐควรพิจารณาเงื่อนไขบางอย่างให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่ผู้สูงอายุพ่อแม่ที่ลูกนำชื่อไปใช้ในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

Advertisement

“ทุกวันนี้เห็นลูกหลานหลาย ๆ คนต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง การที่ลูกนำพ่อแม่ไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ไม่ได้แปลว่าพ่อแม่มีรายได้เพียงพอหรือไม่เดือดร้อน บางกรณีผู้สูงอายุถูกตัดสิทธิแล้วต้องไปยื่นอุทธรณ์เอง แต่คนแก่จำนวนมากไม่รู้ขั้นตอน ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ทุกวันนี้แค่การใช้เทคโนโลยีหรือการสแกนใบหน้าก็ยังเป็นเรื่องยากสำหรับหลายคน ผมจึงอยากให้ภาครัฐลดขั้นตอนบางอย่างลง เพื่อให้คนที่เดือดร้อนจริงเข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น” นายสิริโรจน์ กล่าว

นายสิริโรจน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม แม้เงินช่วยสนับสนุนจากภาครัฐเดือนละ 800 หรือ 1,000 บาท อาจไม่มาก แต่สำหรับคนที่รายได้ไม่พอจึงสำคัญ อย่างน้อยก็ช่วยให้เขาดำรงชีวิตอยู่ได้ และเงินเหล่านี้ก็กลับไปหมุนในระบบเศรษฐกิจ เพราะคนที่ลำบากจริงๆ ได้เงินมาก็ต้องนำไปใช้จ่ายทันที ดีกว่าไม่ได้ช่วยอะไรเลย

  • แนะรัฐสร้างความเชื่อมั่น-ใช้งบโปร่งใส

นายสิริโรจน์ กล่าวว่า สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการเห็นในตอนนี้ คือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟ ถนน หรือระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เพราะจะช่วยสร้างการจ้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนกลับมาลงทุนมากขึ้น ท่ามกลางภาวะที่หลายธุรกิจยังชะลอการตัดสินใจลงทุนจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

“วันนี้เอกชนระมัดระวังการลงทุนมาก ต่อให้มีเงินก็ยังไม่มั่นใจว่าจะลงทุนดีหรือไม่ เพราะความเชื่อมั่นยังไม่กลับมา ผมมองว่ารัฐบาลต้องเป็นคนเริ่มก่อน ทั้งเรื่องเมกะโปรเจ็กต์และการลงทุนขนาดใหญ่ ส่วนเรื่องการกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมไม่ได้กังวลเท่ากับเรื่องความโปร่งใสในการใช้เงิน อยากให้ทุกบาททุกสตางค์ตรวจสอบได้ เพราะสิ่งที่น่ากลัวคือรัฐใช้งบ 100 บาท แต่เกิดประโยชน์จริงเพียง 70 บาท แล้วอีก 30 บาทหายไปไหน หากทำได้อย่างโปร่งใสและคุ้มค่า ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนได้” นายสิริโรจน์ กล่าว

  • เชื่อ 2 ปีเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัว

นายสิริโรจน์ กล่าวว่า จากประสบการณ์ในธุรกิจรับรื้อถอนอาคาร มองว่างานรื้อถอนไม่ได้เป็นเพียงการรื้อหรือทำลายสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาและการลงทุนในอนาคต เนื่องจากทุกโครงการใหม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการจัดเตรียมพื้นที่ก่อนก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ อาคารพาณิชย์ โรงงาน หรือโครงการลงทุนขนาดใหญ่ต่างๆ ดังนั้น ปริมาณงานรื้อถอนจึงสามารถสะท้อนทิศทางการลงทุนและความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง

“หลายคนมองว่างานรื้อถอนคือการทำลาย แต่จริงๆ แล้วงานรื้อถอนคือต้นทางของการพัฒนา เพราะหลังจากรื้อเสร็จก็จะมีการลงทุนใหม่ตามมา บางงานที่ผมรับรื้อถอนมูลค่าเพียงไม่กี่ล้านบาท แต่โครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นบนพื้นที่เดียวกันอาจมีมูลค่าหลายร้อยล้านบาท ฉะนั้นงานรื้อถอนจึงเปรียบเสมือนต้นน้ำของระบบเศรษฐกิจและการลงทุน” นายสิริโรจน์ กล่าว

  • รื้อถอนพรึบเห็นสัญญาณศก.ฟื้น

นายสิริโรจน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา โครงการขนาดใหญ่หรือบิ๊กโปรเจ็กต์จะยังมีไม่มากนัก แต่เราเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของภาคก่อสร้างและการลงทุน โดยเฉพาะปริมาณงานรื้อถอนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่ายังคงมีผู้ประกอบการและนักลงทุนเตรียมพัฒนาโครงการใหม่ เชื่อว่าหากไม่มีปัจจัยลบเพิ่มเติมเข้ามากระทบ ภายใน 1-2 ปีข้างหน้าเศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นจากการที่เม็ดเงินลงทุนเริ่มทยอยกลับเข้าสู่ระบบ

“ช่วงนี้ผมคุยกับเพื่อนในวงการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ หลายคนก็บอกตรงกันว่างานรื้อถอนเริ่มมีเข้ามามากขึ้น แม้จะยังไม่ใช่โครงการขนาดใหญ่มากนัก แต่ก็เป็นสัญญาณว่ามีการเตรียมก่อสร้างและลงทุนอยู่ ผมเชื่อว่าอีก 1-2 ปีข้างหน้าเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น เพราะเม็ดเงินลงทุนกำลังเริ่มเคลื่อนตัว และเมื่อการลงทุนเริ่มเดิน ระบบเศรษฐกิจก็จะค่อยๆ ฟื้นตามมา” นายสิริโรจน์ กล่าว

ธุรกิจรื้อถอนอาคาร