เจาะรหัส Two Way Tourism แอตต้าควงททท.โรดโชว์จีนวางตำแหน่งหุ้นส่วนศก.ท่องเที่ยว
นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า ภาพรวมในช่วง 11 วัน ที่สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินทางโรดโชว์บนเส้นทาง อูรูมุฉี–ตุนหวง–เจียอวี้กวน–จางเย่–หลานโจว ในมณฑลซินเจียงและกานซู่ รวมระยะเวลาประมาณ 11 วันนั้น ถือว่าไม่ได้เป็นเพียงการเดินทางเพื่อจัดกิจกรรมโรดโชว์ หรือการเจรจาธุรกิจด้านการท่องเที่ยวตามปกติ แต่เป็นการเดินหน้าสู่อนาคต Thai–China Two Way Tourism และ Regional Tourism Economy ถือเป็นการเดินทางเพื่อมองเห็นอนาคตของภูมิภาคเอเชีย และบทบาทใหม่ของประเทศไทยในระบบเศรษฐกิจการเดินทางของโลก
นายอดิษฐ์ กล่าวว่า หากมองผ่านมิติยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจ การคมนาคม และการท่องเที่ยว จะพบว่าพื้นที่เส้นทางสายไหมแห่งนี้กำลังถูกวางตำแหน่งให้เป็นศูนย์กลางใหม่ของยูเรเซีย ที่เชื่อมจีน เอเชียกลาง ตะวันออกกลาง และยุโรปเข้าด้วยกัน โดยประเทศไทยกำลังก้าวเข้าไปเป็นหุ้นส่วนของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ จากดินแดนชายขอบสู่ศูนย์กลางการเชื่อมโลก ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนาเศรษฐกิจของจีนมุ่งเน้นไปยังพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก
อาทิ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางโจว และเซินเจิ้น แต่ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI) ได้เปลี่ยนทิศทางการพัฒนาครั้งสำคัญ ซินเจียงและกานซู่ จึงกลายเป็นประตูเชื่อมจีนสู่เอเชียกลางและยุโรป เมืองอูรูมุฉีถูกพัฒนาให้เป็น Aviation Hub และ Logistic Hub ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจีน สามารถเชื่อมต่อไปยังประเทศสำคัญ อาทิ คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน รัสเซีย และยุโรปตะวันออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายอดิษฐ์ กล่าวว่า ในมุมมองของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงตลาดนักท่องเที่ยว 25 ล้านคนของซินเจียงอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นประตูสู่ตลาดประชากรหลายร้อยล้านคนของยูเรเซีย การสร้างเครื่องบินของจีน ไม่ใช่เพียงเรื่องอุตสาหกรรมการบิน หนึ่งในบทเรียนสำคัญจากการเดินทางครั้งนี้ คือการเข้าใจว่าจีนไม่ได้มองอุตสาหกรรมการบินแยกออกจากการท่องเที่ยว การพัฒนาเครื่องบินพาณิชย์ C919 และโครงการเครื่องบินลำตัวกว้าง C929 ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแข่งขันกับ Boeing หรือ Airbus แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การสร้าง Tourism Ecosystem ระดับชาติ โดยประเทศจีนกำลังสร้างระบบที่ประกอบด้วย เครื่องบิน สนามบิน รถไฟความเร็วสูง ระบบชำระเงินดิจิทัล แพลตฟอร์มท่องเที่ยว โรงแรมและบริการท่องเที่ยวที่เป็นของจีน เชื่อมโยงเข้าด้วยกันเป็นระบบนิเวศทางการเดินทางที่สมบูรณ์ หาก C919 สามารถผลิตได้ในระดับหลายร้อยลำต่อปีในอนาคต เมืองรองจำนวนมากจะสามารถเปิดเส้นทางบินใหม่ได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง จะมีการกระจายตัวของนักท่องเที่ยว การเติบโตของเมืองท่องเที่ยวใหม่ และการเชื่อมโยงเส้นทางระหว่างประเทศที่กว้างขวางยิ่งขึ้น
“ถือเป็นเหตุผลที่อุตสาหกรรมการบินของจีนกำลังกลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่ทรงพลังที่สุดในศตวรรษที่ 21 แนวคิด Two Way Tourism ถือว่ามองไปไกลกว่าการดึงนักท่องเที่ยว เป็นการเปลี่ยนจากความสัมพันธ์แบบผู้ซื้อ–ผู้ขาย ไปสู่หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ประเทศไทยไม่ควรมองจีนเพียงแค่ตลาดส่งออกนักท่องเที่ยว แต่ควรมองจีนเป็น Strategic Partner ในการสร้าง Regional Tourism Economy ร่วมกัน เมื่อจีนมีศักยภาพด้านตลาด เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายการบิน ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านบริการ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ สุขภาพ วัฒนธรรม และการเป็นศูนย์กลางของอาเซียน การเชื่อมจุดแข็งทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน จะสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลในอนาคต” นายอดิษฐ์ กล่าว
นายอดิษฐ์ กล่าวว่า คำถามสำคัญที่สุดหลังการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่ว่า จะดึงนักท่องเที่ยวจีนมาไทยได้กี่คนแต่คือ ประเทศไทยจะวางตำแหน่งตนเองอย่างไรในระบบเศรษฐกิจการเดินทางใหม่ของโลก โดยมองว่าไทยควรเร่งดำเนินการใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. สร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน 2. สนับสนุนการเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างไทยกับเมืองศูนย์กลางใหม่ของจีน 3. พัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ตลาดคุณภาพจากเอเชียกลางและจีนตะวันตก 4. ยกระดับระบบ Tourism Intelligence เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง และ ใช้ข้อมูลการตัดสินใจ และ 5. วางบทบาทประเทศไทยให้เป็น ASEAN Gateway เชื่อมจีนกับอาเซียน



