ไม่ไหวแล้ว! ส.ภัตตาคาร โอดเจอผลกระทบไทยช่วยไทยพลัส วอนอนุทิน ปลดล็อกเกณฑ์เข้าโครงการ
เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า สมาชิกสมาคมและร้านอาหารทั่วไป ได้ร้องเรียนมาถึงตน ถึงปัญหาการค้าขายที่ลดลงจากผลกระทบโครงการไทยช่วยไทยพลัส และร้องขอให้ประสานรัฐบาลให้เร่งปรับปรุงและช่วยเหลือโดยด่วน คาดว่าจะได้เข้าพบผู้ที่เกี่ยวข้องในสัปดาห์นี้
“ผู้ประกอบการร้านอาหารที่ไม่ใช่รายเล็กๆ โทรมาบ่น ไม่ไหวแล้ว ว่าการค้าแย่กันไปหมดแล้ว กำลังซื้อของลูกค้าเงียบมาก หลังจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน สมาคมจึงต้องทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและเข้าพบรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เพื่อชี้แจงสถานการณ์และยื่นข้อเสนอที่สามารถทำให้การประกอบการของร้านอาหารที่ไม่ใช่รายย่อย ได้มีโอกาสในการค้าผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสด้วย เพราะตอนนี้คนที่มีกำลังซื้อน้อยอยู่แล้วก็เทไปใช้สิทธิไทยช่วยไทยพลัสตามแผงลอย หรือร้านย่อยเพิ่มขึ้น และจากที่ได้พูดคุยกับแพลตฟอร์มออนไลน์ ก็อยากให้รัฐบาลขยายร้านค้าที่สามารถรับใช้สิทธิไทยช่วยไทยพลัสด้วย เพราะมีลูกค้าจำนวนมากก็อยากได้ร้านอาหารที่อยู่ในเครือข่ายแพลตฟอร์มด้วย ทั้งที่รัฐอยากเก็บภาษีการค้าได้เพิ่มแต่กลับไม่ได้ให้สิทธิกับผู้ประกอบการ เมื่อขายไม่ได้จะเอาอะไรมาเสียภาษี”
ทั้งนี้ ในหนังสือร้องถึงนายกรัฐมนตรี (อนุทิน ชาญวีรกูล) ดังนี้ ขอความกรุณาพิจารณาขยายสิทธิการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ให้แก่ผู้ประกอบการขนาดเล็ก ด้วยรัฐบาลได้ดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน ตลอดจนสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ
อันเป็นนโยบายที่สมาคมภัตตาคารไทยเห็นว่ามีประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจฐานรากและช่วยสร้างกำลังซื้อภายในประเทศเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามสมาคมภัตตาคารไทยได้รับเรื่องร้องเรียน และสะท้อนความเดือดร้อนของผู้ประกอบร้านอาหารขนาดเล็กจำนวนมากซึ่งเคยมียอดขายวันละ 10,000-30,000 บาท/วัน รายได้ปีละ 2-5 ล้านบาทต่อปี เป็นกลุ่มธุรกิจที่ดำเนินกิจการอย่างถูกต้องตามกฏหมายมาโดยตลอด ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ประกันสังคม ฯลฯ เป็นผู้มีลูกจ้าง พนักงานตั้งแต่ 5-20 คน
ปัจจุบันผู้ประกบการร้านอาหารกำลังเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงโดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 2 ร้านอาหารมียอดขายลดลงเฉลี่ยร้อยละ 30-50 ขณะที่ค่าต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 15-20 รวมถึงยังต้องเผชิญภาระต้นทุนด้านต่างๆได้แก่ ค่าแรงและปัญหาขาดแคลนแรงงาน (ไทย) ค่าพลังงานและสาธารณูปโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่าเช่าสถานประกอบการ ค่าการตลาดและค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากอยู่ในภาวะ “รายได้ลดลง แต่ต้นทุนเพิ่มขึ้น” และต้องแบกรับภาระขาดทุนเพื่อรักษาธุรกิจและการจ้างงานเอาไว้
ปัจจุบัน ธุรกิจร้านอาหารมีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 700,000 ล้านบาทเป็นร้านขนาดเล็กจำนวนหลายแสนราย มีการจ้างงานหลายล้านคน ภาคธุรกิจร้านอาหารถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย มีบทบาทเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ภาคเกษตรกรรม ผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ประกอบการขนส่ง ตลอดจนแรงงานในภาคบริการจำนวนมาก การคงอยู่ของร้านอาหารขนาดเล็กจึงมิใช่เพียงการรักษาผู้ประกอบการรายหนึ่งรายใด หากแต่เป็นการรักษาระบบเศรษฐกิจและการจ้างงานในวงกว้าง
สมาคมภัตตาคารไทยจึงใคร่ขอกราบเรียนนายกรัฐมนตรี เพื่อโปรดพิจารณาขยายสิทธิหรือกำหนดมาตรการเพิ่มเติม ให้ผู้ประกอบการร้านอาหารที่มีรายได้ 2-5 ล้านบาทต่อปี (โครงการสามารถเข้าร่วมได้เฉพาะรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท) สามารถเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ได้ในระยะต่อไป หรือได้รับการสนับสนุนในรูปแบบที่เหมาะสม เพื่อให้ความช่วยเหลือของภาครัฐครอบคลุมผู้ประกอบการที่ได้รับกระทบอย่างแท้จริง และเกิดความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีและมีส่วนสำคัญในการสร้างการจ้างงานให้แก่ประเทศ
สมาคมภัตตาคารไทยเชื่อมั่นว่า การสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็กจะช่วยรักษาการจ้างงาน กระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ และส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

