หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกชนชี้ไทยช่...

เอกชนชี้ไทยช่วยไทยพลัส 6 วันแรกคึกคัก จับตาหลัง 15 วันแรก เสนอรัฐลดภาษี-ค่าไฟ-สมทบประกันสังคม 50%

7.06.26 | 14:10 น.

เอกชนชี้ไทยช่วยไทยพลัส 6 วันแรกคึกคัก จับตาหลัง 15 วันแรก เสนอรัฐลดภาษี-ค่าไฟ-สมทบประกันสังคม 50%

ชี้ไทยช่วยไทย 6 วันแรกคึกคัก-จับตาหลัง 15 วัน
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลและที่พักขนาดเล็กประเทศไทย เปิดเผยกับ ‘มติชน’ ว่า หลังโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ดำเนินการมาแล้ว 6 วัน ภาพรวมถือว่ามีความคึกคักในช่วงแรก คนที่ใช้สิทธิออกมาใช้จ่ายกันเยอะ ยอดใช้จ่ายทะลุ 1.4 หมื่นล้านบาทแล้ว แต่ต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลจำกัดสิทธิไว้เดือนละ 1,000 บาท ฉะนั้นในช่วง 15 วันแรก คนออกมาใช้กันอยู่แล้ว เพราะประชาชนเองตอนนี้แต่ละเดือนก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง

นายสรเทพกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม แม้โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ จะช่วยพยุงการใช้จ่ายได้ในระยะสั้น แต่ไม่เหมือนการกระตุ้นเศรษฐกิจในโครงการคนละครึ่งในอดีต เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันมีความเปราะบางมากกว่ามาก กำลังซื้อหายไปประมาณ 30% ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โครงการนี้อาจช่วยประคองไม่ให้กำลังซื้อลดลงไปมากกว่า 30% ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ได้รับจากผู้ประกอบการหลายราย รวมถึงข่าวที่ปรากฏบนสื่อจะเห็นว่า หลายพื้นที่เริ่มมีสัญญาณชะลอตัว ต้องรอดูว่าในช่วงครึ่งหลังของเดือน ผู้ที่ลงทะเบียนไว้จะยังออกมาใช้สิทธิต่อเนื่องมากน้อยเพียงใด

ชี้รัฐยังไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
นายสรเทพกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงใช้มาตรการแจกเงินกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้น แต่ยังไม่มีแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งที่กำลังซื้อของประชาชนลดลงอย่างต่อเนื่อง และผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงภาระด้านการจ้างงานและค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ

“ถ้าพูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อม และพูดแบบไม่สนด้วย ก็คือเขาออกประชานิยมมาเพื่อหวังคะแนนเสียงเท่านั้นเอง เขาไม่ได้แก้ระบบโครงสร้างของเศรษฐกิจให้ถูกต้องและแก้ปัญหาไม่ตรงจุด มาตรการลักษณะนี้ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายได้เพียงช่วงสั้นๆ แต่ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างยั่งยืน เพราะไม่ได้เข้าไปแก้ปัญหาต้นตอที่ทำให้กำลังซื้อของประชาชนอ่อนแอลง” นายสรเทพกล่าว

Advertisement

นายสรเทพกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ได้เสนอให้รัฐบาลต้องออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือร้านอาหารที่อยู่ในระบบภาษี ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้รับอานิสงส์จากโครงการไทยช่วยไทยเท่าที่ควร ซึ่งให้ประชาชนนำค่าใช้จ่ายจากการรับประทานอาหารในร้านที่มีการออกใบกำกับภาษี ไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ โดยกำหนดวงเงินไม่เกิน 20,000 บาทต่อปีภาษี เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและรักษาการจ้างงานในภาคธุรกิจร้านอาหาร

“เมื่อไทยช่วยไทยหมด 4 เดือนแล้วจะเกิดอะไรขึ้น คุณจะรอให้ประชาชนมาเรียกร้องต่อว่าเอาอีก เอาอีก แล้วรัฐบาลก็ไปกู้เงินมาอีกหรือ สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือออกมาตรการลดค่าครองชีพของประชาชน ทั้งเรื่องภาษี พลังงาน ค่าไฟฟ้า และต้นทุนการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการมีสภาพคล่องและมีกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง มากกว่าการพึ่งพามาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายเป็นครั้งคราวเพียงอย่างเดียว” นายสรเทพกล่าว

ยกญี่ปุ่นสวนมุมมอง ‘เอกนิติ’ ปมลดภาษีน้ำมัน
นายสรเทพกล่าวว่า นอกจากนี้ กรณีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ให้เหตุผลว่า ไม่สามารถลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันได้ เพราะรายได้รัฐบาลจะหายไปนั้น เป็นการมองปัญหาเพียงด้านเดียว และควรพิจารณาผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนควบคู่กันไป โดยมองว่าการรักษารายได้ภาครัฐเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบ หากประชาชนและภาคธุรกิจยังต้องเผชิญภาระค่าครองชีพและต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

นายสรเทพกล่าวว่า ในทางกลับกัน ประเทศญี่ปุ่นมีแนวคิดลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคและธุรกิจร้านอาหาร แม้ภาครัฐจะสูญเสียรายได้บางส่วน แต่ช่วยลดภาระค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อภายในประเทศได้ คำว่าแวตหายไป ไม่ใช่ว่าหายไปฟรี หากแต่ช่วยประคองกำลังซื้อของประชาชนทั้งประเทศได้ ประชาชนซื้อสินค้าถูกลง ร้านอาหารก็ไม่ต้องบวกภาษีเพิ่ม สิ่งเหล่านี้ช่วยลดค่าครองชีพได้

เสนอ 3 มาตรการเร่งด่วนช่วงไตรมาส 3
นายสรเทพกล่าวว่า หากรัฐบาลต้องการออกมาตรการเพิ่มเติมในช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการมากที่สุดไม่ใช่การกู้เงินมาใช้ในโครงการประชานิยม แต่ควรเป็นมาตรการที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนทางเศรษฐกิจของประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การลดภาษี การดูแลค่าไฟฟ้า และการลดภาระเงินสมทบประกันสังคม ซึ่งจะส่งผลต่อกำลังซื้อและการจ้างงานในวงกว้างมากกว่า

“หลายประเทศเลือกใช้มาตรการทางภาษีเพื่อช่วยประคองกำลังซื้อของประชาชน ขณะที่ประเทศไทยควรพิจารณาลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่กระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยตรง รัฐบาลพูดมาตลอดว่าจะลดค่าไฟ แต่ป่านนี้ก็ยังไม่มีอะไรออกมาสักอย่าง หากปล่อยให้โครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันไดปรับขึ้นจนแตะระดับ 5 บาทต่อหน่วย จะกระทบต่อธุรกิจขนาดเล็กอย่างหนัก และอาจทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้” นายสรเทพกล่าว

ฝาก ‘จุลพันธ์’ ลดประกันสังคม
นายสรเทพกล่าวว่า นอกจากนี้ ได้ทำหนังสือขอเข้าพบ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อเสนอแนวคิดให้รัฐบาลพิจารณามาตรการลดเงินสมทบประกันสังคมทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างลง 50% เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการและเพิ่มสภาพคล่องให้แรงงานในระบบ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ได้ถูกส่งไปยังภาครัฐมาเป็นระยะเวลากว่า 2-3 เดือนแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่เห็นมาตรการช่วยเหลือที่ชัดเจนออกมา

นายสรเทพกล่าวว่า ทั้งนี้ รัฐบาลควรลดเงินสมทบประกันสังคมทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างลง 50% จนถึงสิ้นปี 2569 เพื่อช่วยรักษาสภาพคล่องของภาคธุรกิจและเพิ่มกำลังซื้อให้แรงงานในระบบ เพราะอย่างน้อยนายจ้างก็ยังมีเงินสดกระแสเงินสดเหลือเอาไว้บริหารจัดการธุรกิจได้ ส่วนลูกจ้างเองจ่ายประกันสังคมแค่ครึ่งเดียว ก็ยังมีเงินเหลือสำหรับจับจ่ายใช้สอย

“ฝากไปถึงคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งจริงๆ พี่ทำจดหมายขอเข้าพบไปแล้ว แต่ยังไม่มีการตอบรับกลับมา เรื่องที่เรียกร้องให้ลดประกันสังคมลงอย่างละครึ่งทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง” นายสรเทพกล่าว