หน้าแรก เศรษฐกิจ อนุสรณ์ ชี้ปร...

อนุสรณ์ ชี้ปรับโครงสร้างพลังงานผ่าน พรก. เงินกู้ ทุจริตรั่วไหลง่าย ประสิทธิภาพต่ำ

7.06.26 | 17:34 น.

อนุสรณ์ ชี้ ปรับโครงสร้างพลังงานผ่าน พรก. เงินกู้อาจไม่สอดคล้องแผนยุทธศาสตร์พลังงาน ทุจริตรั่วไหลง่าย ประสิทธิภาพต่ำ ต้องปรับสัมปทานพลังงาน ปรับค่าการกลั่นให้เป็นธรรม ช่วยลดภาระทางการคลัง
พัฒนาระบบสวัสดิการจากเกณฑ์ความจำเป็นต้องมี ลดการตกหล่นจากความช่วยเหลือ สร้างระบบสวัสดิการจากฐานคิดเรื่องสิทธิ

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569 รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ รองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน เปิดเผยว่า โครงการหรือมาตรการปรับโครงสร้างพลังงานมีความสำคัญอย่างมากในสถานการณ์วิกฤตการณ์พลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติความมั่นคง ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูงมาก ขณะเดียวกัน โครงสร้างพลังงานโดยรวมยังมีการผลิตพลังงานหมุนเวียน พลังงานทางเลือกน้อยเกินไป เม็ดเงินลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างพลังงาน ต้องสามารถสร้างระบบนิเวศในการพึ่งพาตัวเองทางด้านพลังงานให้ได้ การใช้เม็ดเงินจาก พรก เงินกู้จะขาดการทำงานในเชิงยุทธศาสตร์เพราะต้องเร่งรัดในการใช้เงินภายในเดือน ธ.ค. 2570 แผนการใช้เงินกู้ในโครงการปรับโครงสร้างพลังงานขาดรายละเอียด ทุจริตรั่วไหลจากการจัดซื้อจัดจ้างง่าย และ ประสิทธิภาพต่ำ

รศ. ดร. อนุสรณ์  กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลอ้าง “ความจำเป็นเร่งด่วน” เพื่อออก พ.ร.ก. จึงกลายเป็นเงื่อนไขมัดตัวว่าต้องใช้เงินกู้ ให้หมดภายใน ธ.ค. 2570 การปรับโครงสร้างพลังงานไม่สามารถทำให้เสร็จภายใน 1-2 ปี ต้องดำเนินการอย่างมียุทธศาสตร์ มีแผนระยะยาว มีการบูรณาการและรอบคอบรัดกุม ประเทศไทยกำลังถูกบีบคั้นด้วย “กับดักเชิงโครงสร้าง” โดยเฉพาะกับดักเชิงโครงสร้างด้านพลังงาน อาจเกิดปัญหาวิกฤตการณ์ใหญ่ของบ้านเมืองได้หากไม่เตรียมโครงสร้างรองรับปัญหาวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติในอนาคต การปิดช่องว่างทางยุทธศาสตร์ของประเทศไม่อาจเกิดขึ้นได้จากระบบนำทางการเมืองที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนและขาดวิสัยทัศน์ระยะยาว

การเร่งรัดการใช้งบประมาณจะทำให้เราได้โครงการไม่คุ้มค่า ไม่มีประสิทธิภาพและเป็นช่องทางหาประโยชน์อย่างไม่สุจริตจำนวนมาก มั่นใจหลายโครงการจะเป็นการ “ตำน้ำพริก (ภาษีประชาชน) ละลายแม่น้ำแห่งการถอนทุน” โครงการและมาตรการต่างๆที่ใช้เงินกู้ต้องมีการวัด KPI ให้ชัดเจน แต่ตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดแต่จะกู้เอาไว้ก่อน ประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลางมาอย่างยาวนาน และ ไม่สามารถยกระดับตัวเองเป็นประเทศรายได้สูงได้ ต้นทุนพลังงานสูงกดทับขีดความสามารถแข่งขัน ขณะที่ เราก็ยังไม่มีนวัตกรรม ผลิตภาพและเทคโนโลยีที่จะแข่งขันด้วยการผลิตที่มีมูลค่าสูง

ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ดร. วีรยุทธ กาญจนชูฉัตร ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เข้ามาชี้แจงแนวทางการทำงานและเป้าหมายของการใช้เงินก้อนนี้ ปรากฎว่าไม่มีมาตรการแบบพุ่งเป้ามากพอ กลุ่มเกษตรกรรายได้ลดลงมา 4 ไตรมาสต่อเนื่อง ก็ยังไม่ได้เตรียมงบช่วยเหลือโดยตรงเป็นการเฉพาะจากเงินกู้ก้อนนี้

การใช้เงินกู้ 200,000 ล้านบาทในส่วนปรับโครงสร้างพลังงาน มีการตั้งเป้าหมายไว้สูงจะ “เปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งใหญ่” หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้ว่าจะเป็น มาตรการที่เป็นรูปธรรมอย่างไร มีแต่แนวทางกว้างๆ แผนงานยังขาดความชัดเจน ทั้งเป้าหมาย วิธีการ ตัวชี้วัด แต่กลับต้องรีบใช้ “เงินด่วน” ก้อนนี้ให้หมดภายในเวลาปีครึ่ง จึงน่ากังวลว่าเราจะคาดหวังผลลัพธ์ได้เพียงใด

Advertisement

การใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาทจึงยังไม่ใช่การสร้างอนาคตให้เศรษฐกิจไทย เพียงแค่บรรเทาปัญหาความเดือดร้อนได้บ้าง และ ต้องตอบคำถามว่า การกระจายเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างพลังงานเป็นการต่างตอบแทนเครือข่ายธุรกิจการเมืองหรือไม่ ?

โครงการปรับโครงสร้างด้านพลังงานจะสอดประสานและตอบโจทย์ยุทธศาสตร์พลังงานชาติได้อย่างแท้จริงต้องดำเนินการผ่านกลไกงบประมาณปรกติ เพราะจะมีการกลั่นกรองตรวจสอบที่ดีกว่ามาก ควรจะให้มีการดำเนินการดังต่อไปนี้

1. ทุกโครงการต้องมีความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ ควรมีการกำหนดอัตราส่วนการดึงดูดเงินลงทุนจากภาคเอกชน (Private Co-investment) เช่น งบประมาณรัฐสนับสนุน 1 บาท สามารถดึงเงินเอกชนมาร่วมลงทุนในธุรกิจอุตสาหกรรมสีเขียว ได้กี่บาท โครงการที่รัฐลงทุนจะต้องมีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ สูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ของรัฐบาล เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้จริงในระยะยาว โดยจะต้องตั้งเกณฑ์เรื่องระยะเวลาคืนทุนและความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจให้ชัด
2. ประชาชนต้องมีส่วนร่วม เพื่อประโยชน์สูงสุดของสังคม หากดำเนินการผ่านงบประมาณปรกติจะมีช่องทางในการทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนได้ดีกว่า
3. สร้าง “ทักษะและการจ้างงานสีเขียว” เป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์พลังงานจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดแรงงานฝีมือที่มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด การปรับโครงสร้างพลังงานไม่ใช่ผ่าน พรก เงินกู้ ต้องผ่าน พรบ งบประมาณ เอามาลงทุนใน “ทุนมนุษย์” เพื่อเปลี่ยนผ่านแรงงานไปสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่ เราต้องมี ช่างชุมชนและแรงงานท้องถิ่น: ฝึกอบรมทักษะการติดตั้ง การคำนวณระบบ และการซ่อมบำรุงรักษา ระบบโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ ในระดับครัวเรือนและวิสาหกิจชุมชน เกิด “ช่างพลังงานสะอาดประจำตำบล” ทั่วประเทศ สร้างงานในท้องถิ่น ลดการย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองใหญ่ นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างพลังงานเกิดขึ้นได้ เราต้องทำงานบูรณาการข้ามกระทรวง เตรียมวิศวกร นักเทคโนโลยี ยกระดับความรู้ด้าน เทคโนโลยีโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid), ระบบการจัดการพลังงานอัจฉริยะ (EMS) และเทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอน (CCS) ทั้งในภาคการผลิต ธุรกิจเอกชนและรัฐวิสาหกิจ ทั้งหมดนี้ ควรเป็นโครงการผ่านระบบงบประมาณ ผ่านสภาผู้แทนฯ ช่วยกันดูแลเงินของประชาชน ไม่ใช่ผ่าน พรก เงินกู้ ด้วยอำนาจบริหารที่ไม่มีการตรวจสอบ

รศ. ดร. อนุสรณ์  กล่าวต่อว่า การพัฒนาระบบสวัสดิการจากเกณฑ์ความจำเป็นต้องมี จะช่วยลดการตกหล่นจากความช่วยเหลือ ความพยายามในการออกมาตรการเพื่อคัดกรอง “คนอยากจน” ออกจาก “คนยากจน” เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายสวัสดิการและมาตรการความช่วยเหลือจากรัฐ เป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่มาตรการในการคัดกรองต้องไม่ทำให้ “คนยากจนจริง” ต้องหลุดออกจากระบบความช่วยเหลือของรัฐ

ส่วนการให้สวัสดิการแบบถ้วนหน้าโดยขาดการตรวจสอบรายได้ของผู้รับประโยชน์ ทำให้รัฐบาลมีภาระทางงบประมาณสูงมากและเพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ หาก ไทย ยังไม่มีการปฏิรูปรายได้ภาครัฐโดยเฉพาะปฏิรูปภาษีย่อมไม่สามารถทำให้ ไทย สามารถเปลี่ยนแปลงจากระบบสวัสดิการจากฐานคิดแบบสังคมสงเคราะห์ พัฒนาเป็น ระบบสวัสดิการถ้วนหน้าอันอยู่บนฐานคิดเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์พึงได้รับ โครงการและมาตรการทางด้านสวัสดิการบนฐานคิดแบบสังคมสงเคราะห์ แบบประชานิยม ไม่ว่าจะเป็น เบี้ยยังชีพ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพบางครั้งเกิดปัญหาทั้ง Inclusion Error คือผู้ไม่สมควรได้รับสวัสดิการกลับได้รับประโยชน์ และ Exclusion Error คือ ผู้ที่ควรได้รับสวัสดิการกลับไม่ได้รับ เช่น กลุ่มแรงงานนอกระบบซึ่งเป็นผู้มีรายได้น้อยและมีรายได้ไม่แน่นอน ความพยายามในการพัฒนาระบบสวัสดิการที่รัฐมีหน้าที่จัดสรรทรัพยากรมาดูแล เป็นสิทธิโดยกำเนิดของทุกคน ต้องใช้เวลาและสัดส่วนรายได้ภาษีต่อจีดีพีของไทยต้องสูงกว่าปัจจุบันมาก ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ภาษีต่อจีดีพีอยู่ที่ 14.7% ค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง อยู่ที่ 18% หากไทยต้องการเป็นรัฐสวัสดิการต้องขึ้นไปที่ระดับ 30% ซึ่งต้องมีการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ ระบบสวัสดิการฐานสิทธิจะสร้าง ความมั่นคงชีวิตให้กับทุกคน และ ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอันเกิดจากโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม