ราคาหมูหน้าฟาร์ม พุ่งขึ้นอีก 4 บาท รับต้นทุนอาหารสัตว์พุ่งต่อเนื่อง
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน รายงานจากเครือข่ายผู้เลี้ยงสุกร ระบุว่า เครือข่ายผู้เลี้ยงสุกรประกาศปรับราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มเพิ่มขึ้นอีก 4 บาทต่อกิโลกรัม มีผลวันนี้ จากต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สูงกว่า 13 บาทต่อกิโลกรัม สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติระบุถึงแนวโน้มราคาสุกรยังอาจทยอยปรับขึ้นได้อีก แต่ต้องพิจารณากำลังซื้อของผู้บริโภคและภาวะตลาดควบคู่กันไป
เครือข่ายผู้เลี้ยงสุกร ซึ่งประกอบด้วย สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคกลางตอนบนเพื่อการค้า และสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรชลบุรี จำกัด แจ้งสมาชิกและเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรว่า จะปรับราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มขึ้นอีก 4 บาทต่อกิโลกรัมจากฐานราคาเดิม นับเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 หลังจากเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้ปรับฐานราคาขึ้นมาแล้ว 4 บาทต่อกิโลกรัม
ส่งผลให้ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มในแต่ละภูมิภาคเปลี่ยนแปลงดังนี้ ภาคตะวันตก 62-64 บาทต่อกิโลกรัม ภาคตะวันออก 64-68 บาทต่อกิโลกรัม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 68-70 บาทต่อกิโลกรัม ภาคเหนือ 68-70 บาทต่อกิโลกรัม และภาคใต้ 68 บาทต่อกิโลกรัม
นสพ.เกียรติภูมิ พฤกษะวัน เลขาธิการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า การปรับราคาครั้งนี้เป็นไปตามทิศทางต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารสัตว์ จากเดิมที่ต้นทุนการเลี้ยงสุกรเคยประเมินไว้ประมาณ 70 บาทต่อกิโลกรัมเมื่อเดือนมีนาคม แต่หลังราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สูงกว่า 13 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ปัจจุบันประเมินว่าต้นทุนการผลิตสุกรขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 72-73 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว ขณะที่ราคาสุกรหน้าฟาร์มในหลายพื้นที่ยังอยู่ต่ำกว่าระดับต้นทุนดังกล่าว
นสพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า ในมุมของผู้เลี้ยงสุกรต้องการเห็นราคาสุกรหน้าฟาร์มอยู่ในระดับ 72-74 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่แท้จริง แต่ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าการปรับราคาจะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ เนื่องจากต้องพิจารณากำลังซื้อของผู้บริโภค รวมถึงทิศทางราคาหมูเนื้อแดงในตลาดค้าปลีกและโมเดิร์นเทรดประกอบกัน
ทั้งนี้ แม้ผู้เลี้ยงสุกรต้องการให้ราคาหน้าฟาร์มปรับขึ้นสู่ระดับที่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต แต่การปรับราคาจะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ยังขึ้นอยู่กับการตอบรับของตลาดและกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยหากสถานการณ์ตลาดเอื้ออำนวย ราคาสุกรหน้าฟาร์มยังมีโอกาสทยอยขยับขึ้นได้อีกเป็นระยะ ครั้งละ 2-4 บาทต่อกิโลกรัม ตามสมดุลของอุปสงค์และอุปทานในตลาด
หากราคาสุกรไม่สามารถปรับขึ้นได้ในช่วงที่ต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง และกลับไปลดลงอยู่ในระดับต่ำกว่า 66 บาทต่อกิโลกรัมอีกครั้ง อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรที่แบกรับภาวะขาดทุนต่อเนื่องมานานกว่า 5-6 เดือน โดยหากสถานการณ์ราคาสุกรหน้าฟาร์มยังซบเซาลากยาวไปถึงปลายปี ผู้เลี้ยงจำนวนมากอาจไม่สามารถเลี้ยงต่อได้

