หน้าแรก เศรษฐกิจ สอท.ห่วงสู้รบ...

สอท.ห่วงสู้รบตะวันออกกลางบานปลาย ทำต้นทุนผลิตพุ่งไม่หยุด กำลังซื้อเปราะบาง-เจอภาษีสหรัฐ ม.301

8.06.26 | 14:59 น.

สอท.ห่วงสู้รบตะวันออกกลางบานปลาย ทำต้นทุนผลิตพุ่งไม่หยุด กำลังซื้อเปราะบาง-เจอภาษีสหรัฐ ม.301

วันที่ 8 มิ.ย.69 นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ภาคอุตสาหกรรมต่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อว่า ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ราคาวัตถุดิบสำคัญ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยในปีนี้

หากสถานการณ์ตะวันออกกลางบานปลายไปถึงการปิดเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง จะทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลางมีต้นทุนสูงขึ้น ระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้น และอาจกระทบต่อการส่งมอบสินค้า

โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน อาหารแปรรูป ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย และบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังอาจกดดันให้ราคาน้ำมันกลับขึ้นไปอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้อีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และราคาสินค้าในประเทศโดยตรง ทำให้อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น

“คาดว่าเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นเกิน 3% จากแรงกดดันด้านราคาพลังงานและราคาสินค้าที่ปรับราคาสูงขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบสต๊อกใหม่ ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบทั้งต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค”นางพิมพ์ใจกล่าว

Advertisement

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลในขณะนี้คือ ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวิกฤตพลังงานเท่านั้น แต่จะซ้อนทับกับปัญหาอื่นที่ภาคอุตสาหกรรมไทยเผชิญอยู่แล้ว ทั้งกำลังซื้อในประเทศที่ยังเปราะบาง และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีความสามารถในการรับแรงกระแทกจำกัด ล่าสุดไทยยังมีความเสี่ยงเพิ่มในเรื่องความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ หลังสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมิรกา (USTR) เสนอเก็บภาษีไทยภายใต้มาตรการ 301 ในอัตรา 12.5% ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกของไทยในระยะต่อไป

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม แม้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ภาคอุตสาหกรรมต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ผู้ประกอบการไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป โดยสิ่งสำคัญคือการเตรียมความพร้อมและสร้างภูมิคุ้มกันทางธุรกิจ ผ่านการวางแผนบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า การรักษาสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนให้เพียงพอ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency)

ทั้งการปรับปรุงเครื่องจักร การบริหารจัดการพลังงานในโรงงาน และการใช้พลังงานทดแทน เช่น โซลาร์เซลล์ เพื่อลดภาระต้นทุนและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงควรมีการกระจายแหล่งนำเข้าและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยจัดหาแหล่งวัตถุดิบสำรองเพิ่มเติม โดยเฉพาะวัตถุดิบสำคัญที่มีความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลนและความผันผวนของราคาในช่วงนี้