‘นักวิชาการ’ชี้ระบบภาษีเงินได้แบบติดลบ รัฐต้องดึงแรงงานนอกระบบเข้าฐานภาษีก่อน
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการอิสระ ได้เปิดเผยกับ “มติชน” ถึงกรณีที่กระทรวงการคลังเตรียมศึกษาการนำระบบภาษีเงินได้แบบติดลบ (Negative Income Tax : NIT) มาใช้ภายในระยะ 2 ปีข้างหน้า เพื่อจัดระเบียบสวัสดิการภาครัฐ ลดความซ้ำซ้อนของมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ ว่า ระบบภาษีเงินได้แบบติดลบเป็นแนวคิดที่หลายประเทศเคยนำไปประยุกต์ใช้ โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยงระบบภาษีกับระบบสวัสดิการเข้าด้วยกัน โดยผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่รัฐกำหนดจะได้รับเงินอุดหนุนเพิ่มเติมจากภาครัฐ
ขณะที่ผู้ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำตามกฎหมายจะเป็นผู้เสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาตามปกติ อย่างไรก็ตาม การจะนำระบบภาษีเงินได้แบบติดลบมาใช้ให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุด คือรัฐจำเป็นต้องมีข้อมูลรายได้ของประชาชนที่ถูกต้อง ครบถ้วน ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะแรงงานนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรายย่อย ผู้ค้ารายเล็ก ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และแรงงานรับจ้างทั่วไป ซึ่งคนกลุ่มนี้จำนวนมากไม่ได้อยู่ในระบบภาษี ก็จะทำให้รัฐไม่มีข้อมูลรายได้ที่ชัดเจนเพียงพอ
นายพรายพล กล่าวว่า ทั้งนี้ ความท้าทายสำคัญของประเทศไทยคือสัดส่วนแรงงานนอกระบบที่ยังอยู่ในระดับที่สูง จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยพบว่าในปีล่าสุดตัวเลขพุ่งสูงกว่า 21 ล้านคน คิดเป็นมากกว่า 52% หรือคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของกำลังแรงงานทั้งประเทศ ส่งผลให้การประเมินรายได้ที่แท้จริงของประชาชนจำนวนมากซึ่งอาจจะยังทำระบบได้ยาก ซึ่งสะท้อนข้อจำกัดสำคัญของไทยในการใช้ระบบ เพราะรัฐยังไม่สามารถติดตามข้อมูลรายได้ของประชาชนได้ครอบคลุมเท่าประเทศพัฒนาแล้ว
นายพรายพล กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ระบบภาษีเงินได้แบบติดลบมีความแตกต่างจากสวัสดิการที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เบี้ยผู้สูงอายุ หรือเบี้ยความพิการ เนื่องจากสวัสดิการเหล่านี้สามารถระบุกลุ่มเป้าหมายและจ่ายเงินช่วยเหลือได้โดยตรง ขณะที่ระบบภาษีเงินได้แบบติดลบ ต้องอาศัยการตรวจสอบรายได้ผ่านระบบภาษีเป็นหลัก จึงไม่สามารถนำมาใช้ทดแทนสวัสดิการเดิมได้ทันที ขณะเดียวกันคนพิการหรือผู้สูงอายุบางส่วนอาจไม่มีรายได้ หรือไม่ได้อยู่ในระบบภาษี ถ้าจะใช้ระบบภาษีเงินได้แบบติดลบเพียงอย่างเดียวก็อาจเกิดปัญหา “คนตกหล่น”ได้ เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติอาจจำเป็นต้องมีสวัสดิการบางประเภทควบคู่กันไป ไม่ใช่ยกเลิกทั้งหมดแล้วใช้ระบบภาษีติดลบเพียงอย่างเดียว
“สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ ระบบภาษีเงินได้แบบติดลบไม่ใช่สวัสดิการโดยตรงเหมือนเบี้ยผู้สูงอายุหรือเบี้ยความพิการ แต่เป็นกลไกที่อาศัยระบบภาษีเป็นฐานในการพิจารณาความช่วยเหลือ ดังนั้น การนำระบบภาษีเงินได้แบบติดลบมาใช้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการยกระดับระบบข้อมูลรายได้ของประเทศทั้งระบบ” นายพรายพล กล่าว
นายพรายพล ระบุว่า สำหรับแนวคิดที่รัฐบาลต้องการปรับจากการช่วยเหลือแบบเหมาจ่ายไปสู่การช่วยเหลือแบบ “พุ่งเป้า” มองว่าเป็นแนวทางที่เข้าใจได้ในเชิงนโยบาย เพราะจะทำให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยให้เงินช่วยเหลือไปถึงผู้ที่มีความจำเป็นจริง แต่สิ่งสำคัญคือรัฐต้องกำหนดเงื่อนไขที่สามารถระบุกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจนและแม่นยำ มิฉะนั้นอาจเกิดทั้งปัญหาคนจนที่ควรได้รับสิทธิหลุดออกจากระบบ และคนที่ไม่ควรได้รับสิทธิกลับได้รับประโยชน์แทน
“ภาครัฐต้องพิจารณาภาระทางการคลังควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากภาษีเงินได้แบบติดลบ เป็นระบบที่รัฐต้องจ่ายเงินอุดหนุนให้กับผู้มีรายได้น้อยโดยตรง หากมีผู้ได้รับสิทธิจำนวนมาก งบประมาณที่ต้องใช้ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และภาครัฐมีภาระรายจ่ายด้านสวัสดิการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลก็เป็นหนี้เป็นสินอยู่พอสมควร ซึ่งสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 68.03%ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาความคุ้มค่าและความยั่งยืนทางการคลังอย่างรอบด้าน” นายพรายพล กล่าว
นายพรายพล กล่าวว่า ในหลายๆ ประเทศที่เคยทดลองใช้หรือประยุกต์ใช้ระบบภาษีเงินได้แบบติดลบต่างมีเงื่อนไขร่วมกันคือ มีฐานข้อมูลรายได้ของประชาชนที่เข้มแข็ง แรงงานส่วนใหญ่อยู่ในระบบ และมีการรายงานรายได้ต่อภาครัฐอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาฐานข้อมูล ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำเป็นอันดับแรกคือทำให้คนเข้าสู่ระบบให้ได้มากที่สุด ทำให้รัฐรู้ข้อมูลรายได้ที่แท้จริงของประชาชนก่อน จากนั้นจึงค่อยมาพิจารณาว่าจะออกแบบระบบภาษีเงินได้แบบติดลบอย่างไร กำหนดเส้นรายได้ขั้นต่ำเท่าใด และจะจ่ายเงินอุดหนุนในอัตราไหน จึงจะเหมาะสมกับฐานะการคลังของประเทศ
นายพรายพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ หากรัฐบาลสามารถพัฒนาระบบข้อมูลรายได้ให้มีความครอบคลุมมากขึ้นในอนาคตระบบภาษีเงินได้แบบติดลบ ก็อาจเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย แต่ในระยะเปลี่ยนผ่านยังจำเป็นต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง และพิจารณาใช้ควบคู่กับระบบสวัสดิการเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อยที่อยู่นอกระบบภาษีตกหล่นจากการช่วยเหลือของภาครัฐ



