หน้าแรก เศรษฐกิจ หอการค้าชี้บอ...

หอการค้าชี้บอลโลกถูกลิขสิทธิ์ดันเงินสะพัด 6.8 หมื่นล้านบาท พิษศก.ทุบเล่นพนันต่ำสุดรอบ 12 ปี

9.06.26 | 16:55 น.
ธนวรรธน์ พลวิชัย

หอการค้าชี้บอลโลกถูกลิขสิทธิ์ดันเงินสะพัด 6.8 หมื่นล้านบาท พิษศก.ทุบเล่นพนันต่ำสุดรอบ 12 ปี

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจม.หอการค้าไทย เปิดเผยว่า ต้องยอมรับว่าในขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกให้ประชาชนได้รับชมฟรีอย่างถูกลิขสิทธิ์หรือไม่ โดยหอการค้าได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วง FIFA World Cup 2026 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,200 คนทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน 2569 พบว่ามีผลสำรวจแบ่งเป็น 2 กรณีคือ 1.หากมีการถ่ายทอดสดคาดการณ์ว่าจะมีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ 68,635 ล้านบาท ลดลง 21.7% เมื่อเทียบกับช่วงยูโร 2567 แบ่งเป็นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ 21,061 ล้านบาท และการใช้จ่ายนอกระบบในส่วนของพนันฟุตบอล 47,574 ล้านบาท คิดเป็น 69% ของวงเงินรวม

ธนวรรธน์ พลวิชัย

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า 2.กรณีไม่มีการถ่ายทอดสด เนื่องจากยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องลิขสิทธิ์ถ่ายทอดอย่างชัดเจน จึงคาดการณ์เม็ดเงินสะพัดจะลดลงเหลือเพียง 57,660 ล้านบาท หรือลดลง 34.2% เมื่อเทียบกับช่วงยูโร 2567 โดยเม็ดเงินจะหายไปจากระบบเศรษฐกิจเกือบ 1.1 หมื่นล้านบาทหากไม่ถ่ายทอดสด สะท้อนชัดเจนว่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดไม่ใช่แค่เรื่องความบันเทิง แต่เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนการบริโภคภายในประเทศ สามารถเทียบเม็ดเงินสะพัดในปี 2567 ที่มีบอลยูโรได้ โดยปีนั้นมีเงินสะพัดรวม 87,620.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.57% แบ่งเป็นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ 20,575.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.85% และการใช้จ่ายนอกระบบเศรษฐกิจ หรือพนันฟุตบอล 67,044.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.10%

 

“จะเห็นว่าเม็ดเงินพนันฟุตบอลยังหมุนเวียนสูง แต่บอลโลกปีนี้ประเมินอยู่ที่ 47,000 ล้านบาท ลดลงจากช่วงฟุตบอลยูโรปี 2567 ที่เคยสูงถึง 67,000 ล้านบาท ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปี หรือตั้งแต่บอลโลก 2557 สาเหตุหลักเป็นเพราะประชาชนกังวลเรื่องเศรษฐกิจ แม้สถานการณ์จะดูเติบโตขึ้น จากการที่รัฐบาลมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัสออกมาช่วยในการใช้จ่าย ถือเป็นมาตรการลดค่าครองชีพ ไม่ได้ทำให้คนมีอำนาจซื้อสามารถใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้” นายธนวรรธน์ กล่าว

Advertisement

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า จากผลสำรวจพบว่า ประชาชนมีความสนใจฟุตบอลโลกในระดับมาก 41.7% และมากที่สุด 6.8% รวม 48.5% ส่วน 31.2% สนใจระดับปานกลาง เมื่อถามถึงทัศนะต่อการให้รัฐบาลสนับสนุนค่าลิขสิทธิ์เพื่อให้ประชาชนดูฟุตบอลโลกฟรี พบว่า 66.8% เห็นด้วย และ 17.9% เห็นด้วยอย่างยิ่ง รวมเป็นสัดส่วน 84.7% ขณะที่ 13.7% เฉย ๆ หรือไม่แน่ใจ และมีผู้ไม่เห็นด้วยรวม 1.6% ด้านสินค้าที่คาดว่าจะมีการใช้จ่ายมากที่สุดคือค่าอาหาร และเครื่องดื่มนอกบ้าน 63.8% เฉลี่ย 3,819 บาท รองลงมาคือ ซื้อไปรษณียบัตร 42.9% เฉลี่ย 493 บาท ค่าสมัครแพ็กเกจสตรีมมิงหรือดูออนไลน์ 33.2% เฉลี่ย 732.66 บาท ค่าอาหาร และเครื่องดื่มที่บ้าน 31.5% เฉลี่ย 2,718.48 บาท และค่าสินค้าหรือของที่ระลึกเกี่ยวกับบอลโลก 31.1% เฉลี่ย 1,626.68 บาท

ธนวรรธน์ พลวิชัย

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการไทยช่วยไทยพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คาดว่าประชาชนจะใช้จ่ายประมาณ 50,000 ล้านบาท เป็นส่วนช่วยให้บรรยากาศจับจ่ายใช้สอยดูคึกคัก และคนใช้จ่ายอย่างเต็มที่ ถือเป็นแรงส่งให้บรรยากาศสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจกำลังจะฟื้นตัว จึงมองว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว จีดีพีสามารถขยายตัวเป็นบวก 2 ไตรมาสติดต่อกัน สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้น ทำให้มีโอกาสสูง ที่เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/69 จะโตมากกว่า 2.5% โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่า จะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจ ช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ หรือต้นเดือนกรกฎาคม ซึ่งมองว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังมีลุ้นโตได้ที่ 2-2.5%

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ปัจจัยที่ต้องติดตามคือ ประเด็นการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐ และมาตรการ 301 (Section 301) รวมถึงปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง เพราะส่งผลต่อราคาน้ำมันโลก โดยทิศทางราคาน้ำมันไม่มีแนวโน้มสูง ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อ และการที่กังวลว่าสินค้าราคาแพงขึ้น จนมีสัญญาณสแต็กเฟลชัน (Stagflation) จะไม่เกิดขึ้น รวมถึงสัญญาณของธนาคารกลางของไทยและโลก ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยขึ้น ส่วนในประเทศมีเรื่องการทบทวนเงื่อนไขของมาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่ดีทีเมื่อมีกระแสวิจารณ์ที่รัฐบาลรับฟัง และนำไปปรับปรุงแก้ไข ควรจะให้การช่วยเหลือกับคนที่มีรายได้น้อยจริงๆ โดยมองว่า จำนวนประชาชนที่จะได้รับสิทธิน่าจะลดลงไม่มาก ประมาณ 1 ล้านคน จากทั้งหมด 13 ล้านคน ทำให้มูลค่าการจับจ่ายใช้สอยเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจจะไม่หายไปไหน และไม่ได้มีผลต่อเศรษฐกิจฐานรากโดยรวม อีกทั้งหากรัฐบาลนำแนวคิดการใช้ภาษีเงินได้ติดลบ (Negative Income) มาแทนที่คำนวณรายได้ในระบบ คนเหล่านั้นก็จะได้รับสวัสดิการไปโดยอัตโนมัติ