10 สมาคมฯ ผนึกกำลัง ชง 8+1 มาตรการ เห็นสัญญาณดี นัดหารือ BOI พฤหัสนี้
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา กรณีที่กลุ่มสมาพันธ์สมาคมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนสัญชาติไทย 10 สมาคม ได้ยื่นข้อเสนอ 8 มาตรการเร่งด่วนต่อรัฐบาล เพื่อปกป้องฐานการผลิต และห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และความกังวลต่อการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปจากต่างประเทศ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 10 กลุ่มสมาคมได้จัดงานเสวนาและแถลงข่าว “ก้าวต่อไปอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย : 10 สมาคมผนึกภาครัฐ อัปเดตข้อเสนอเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน” เพื่อติดตามความคืบหน้าของข้อเสนอที่เคยยื่นต่อภาครัฐ พร้อมนำเสนอ Road Map การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย หรือ EVAT กล่าวว่า ข้อเสนอของสมาพันธ์ฯ มีเป้าหมายสร้างกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรม และสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยในระยะยาว โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่ลงทุนผลิต และใช้ชิ้นส่วนในประเทศและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงไว้กับภาครัฐ ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างต่อเนื่อง
“ประเด็นเรื่องมาตรการด้านภาษีและการส่งเสริมการผลิตในประเทศ ไม่ควรถูกมองว่าเป็นการสร้างภาระให้กับผู้บริโภค หากผู้ประกอบการดำเนินการตามแนวทางที่ภาครัฐกำหนดไว้ ก็จะยังสามารถได้รับสิทธิประโยชน์เดิม และสามารถรักษาระดับราคาที่เหมาะสมต่อผู้บริโภคได้” นายสุโรจน์ กล่าว
นายสุโรจน์ กล่าวว่า การให้ความสำคัญกับการผลิตในประเทศยังมีส่วนช่วยยกระดับบริการหลังการขายในระยะยาว ทั้งในด้านความพร้อมของอะไหล่ การพัฒนาศูนย์บริการ การสร้างบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะด้านยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนการถ่ายทอดองค์ความรู้ และเทคโนโลยีจากผู้ผลิตไปสู่ห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจไทยโดยรวม

นายสุโรจน์ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน หลายประเทศอาเซียนมีมาตรการปกป้อง และพัฒนาฐานการผลิตในประเทศควบคู่กับการค้าเสรี อาทิ อินโดนีเซียมีนโยบาย TKDN และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศเป็นราว 60% ภายในปี 2031 ขณะที่มาเลเซียแม้เก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากอาเซียน 0% ภายใต้ ATIGA/AFTA แต่ยังจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ในอัตราประมาณ 60%-105% ตามประเภทของรถ และให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่รถที่ประกอบหรือผลิตในประเทศตามสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วน
“หลังจากยื่นข้อเสนอไปประมาณ 1 เดือน ขณะนี้ภาครัฐอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดในแต่ละประเด็น และมีการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โดยมีสัญญาณตอบรับในภาพรวมค่อนข้างดี พร้อมเตรียมนำเข้าสู่การหารือเชิงลึกในระยะต่อไป ขณะเดียวกันมีแผนเข้าหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ และจะเดินหน้าพบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม โดยย้ำว่าทุกข้อเสนออยู่บนหลัก ผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก” นายสุโรจน์ กล่าว
นายสยามณัฐ พนัสสรณ์ อุปนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ฝ่ายนโยบายอุตสาหกรรมและสนับสนุนการลงทุน กล่าวว่า 10 สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนไทยได้ร่วมกันเสนอ “Road Map ทางรอดอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย” แบ่งเป็น 3 ระยะ 9 มาตรการ (เพิ่มจักรยานยนต์ไฟฟ้า) เพื่อรักษาฐานการผลิตและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีการจ้างงานกว่า 850,000 คน มีผู้ผลิตชิ้นส่วนมากกว่า 2,400 ราย และเป็นอุตสาหกรรมส่งออกอันดับ 2 ของประเทศ ขณะที่มาตรการ EV 3.5 จะสิ้นสุดลงในปี 2569 จึงจำเป็นต้องเร่งวางแนวทางรองรับเพื่อรักษาการลงทุนและการผลิตในประเทศ
นายสยามณัฐ กล่าวว่า สำหรับระยะเร่งด่วนภายใน 1.5 ปี เสนอปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ไฟฟ้า โดยปัจจุบันรถ EV นำเข้าทั้งคันเสียภาษีสรรพสามิต 10% ขณะที่รถ EV ที่ผลิตในประเทศเสียเพียง 2% หรือมีส่วนต่างแค่ 8% ซึ่งยังไม่มากพอที่จะดึงดูดการลงทุนตั้งโรงงานในไทย พร้อมเสนอเพิ่มความเข้มข้นของ Local Content และลดต้นทุนวัตถุดิบให้ผู้ผลิตไทย ก่อนต่อยอดสู่การพัฒนาเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ และทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในระยะกลางและระยะยาว โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์และเทคโนโลยีไม่ใช่เพียง ตลาดบริโภครถยนต์ไฟฟ้าจากต่างประเทศ
“สิ่งสำคัญที่ประเทศไทยต้องตัดสินใจคือ จะเป็นเพียงตลาดผู้บริโภคและผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากต่างประเทศ หรือจะก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของภูมิภาค” นายสยามณัฐ กล่าว
นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย หรือ TAPMA กล่าวว่า การเสนอให้กรมศุลกากรเร่งรัดแผนการปรับปรุงเกณฑ์การนับสัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Local Content – LC) 40% เป็นแนวทางที่สามารถพิจารณาได้ในเชิงปฏิบัติ และอาจเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุน ผู้ประกอบการไทยให้สามารถรักษาบทบาทในห่วงโซ่การผลิตได้อย่างต่อเนื่อง โดยผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยมีศักยภาพ และมาตรฐานการผลิตในระดับสากลอยู่แล้ว สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการคือความชัดเจนของนโยบายภาครัฐ และแนวทางการบังคับใช้ที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัว วางแผนการลงทุน และ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมั่นคง
นายชนินทร์ ขาวจันทร์ นายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย หรือ THAISUBCON กล่าวว่า ความสำคัญของการถ่ายทอดเทคโนโลยี นอกจากมาตรการด้านภาษีแล้ว การส่งเสริมให้เกิดการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีไปยังผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะ ยาว โดยสมาคมฯ พร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ Tier 2 และ Tier 3 เข้าสู่การผลิต ชิ้นส่วนที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงชิ้นส่วนอัจฉริยะ หรือ Smart Parts และพร้อมร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่ เกี่ยวข้องในการดูแลกระบวนการตรวจสอบใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า หรือ CO เพื่อให้การค้าและการส่งออก เป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

