นักวิชาการเห็นด้วย “อนุทิน” สั่งยกเลิกเกณฑ์ลูกลดหย่อนภาษี ชี้ไม่ควรโยงสิทธิบัตรสวัสดิการพ่อแม่
นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการอิสระ เปิดเผยว่า ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน ได้สั่งให้กระทรวงการคลังยกเลิกการใช้มาตรการภาษีลดหย่อนค่าอุปการะบิดามารดา เป็นเกณฑ์การกลั่นกรองสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งกระบวนการในการทบทวนส่วนนี้จะมีคณะกรรมการพิจารณา คือ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม นำไปพิจารณาทบทวนตามข้อสั่งการของนายกฯ อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะมีการประชุมคณะกรรมการประชารัฐฯในวันที่ 11 มิ.ย.นี้
นายพรายพลกล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวทางที่ไม่ควรนำทั้งสองเรื่องมาเชื่อมโยงกันตามที่นายกอนุทินได้มีการออกคำสั่งให้กระทรวงการคลังยกเลิกเกณฑ์ดังกล่าว เพราะในทางปฏิบัติถือว่าตรวจสอบได้ยากว่าผู้ที่นำชื่อบิดามารดาไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีนั้น ได้ให้การดูแลช่วยเหลือทางการเงินจริงมากน้อยเพียงใด แม้ในบางกรณีผู้เสียภาษีจะนำชื่อบิดามารดาไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี แต่ในความเป็นจริงอาจไม่ได้ส่งเงินช่วยเหลือหรือดูแลบิดามารดาอย่างแท้จริง หากนำข้อมูลดังกล่าวมาเป็นเหตุให้ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็อาจยิ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ที่มีรายได้น้อย เนื่องจากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากบุตรหลานอยู่แล้ว และยังสูญเสียสิทธิจากภาครัฐอีกด้วย
นายพรายพลกล่าวว่า เน้นย้ำว่าการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีกับการได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐควรเป็นคนละเรื่องกัน โดยผู้เสียภาษียังคงสามารถใช้สิทธิลดหย่อนตามกฎหมายได้ ขณะที่การพิจารณาสิทธิของบิดามารดาในการถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐควรยึดตามเกณฑ์รายได้และฐานะความเป็นอยู่ที่กำหนดไว้ ไม่ควรนำการลดหย่อนภาษีของบุตรหลานมาเป็นเงื่อนไขประกอบการพิจารณา
นายพรายพลกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่กระทรวงการคลังควรให้ความสำคัญมากกว่า คือการทบทวนหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้มีความแม่นยำและรัดกุมยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจุบันยังพบทั้งกรณีผู้ที่ไม่ได้ยากจนจริงแต่ได้รับสิทธิ และผู้ที่มีความเดือดร้อนจริงกลับตกหล่นจากระบบการช่วยเหลือของรัฐ
“กระทรวงการคลังไม่ควรนำเงื่อนไขการที่ลูกใช้ชื่อลดหย่อนภาษีจากการเลี้ยงดูบุพการี มาผูกโยงกับการสิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของพ่อแม่ ทั้งสองเรื่องนี้ควรแยกพิจารณาออกจากกัน เนื่องจากในความเป็นจริง รัฐตรวจสอบได้ยากมากว่าลูกได้เลี้ยงดูและส่งเสียพ่อแม่จริงหรือไม่ เมื่อไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างแน่ชัด ก็ไม่ควรนำมาเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าพ่อแม่ควรได้รับบัตรสวัสดิการหรือไม่ ดังนั้น การพิจารณาสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของพ่อแม่ จึงไม่ควรนำเรื่องการลดหย่อนภาษีของลูกมาเกี่ยวข้อง แต่ควรใช้เกณฑ์มาตรฐานทั่วไปอื่นๆ แทน ซึ่งแนวคิดนี้ตรงกับความเห็นของนายกฯอนุทินที่สั่งให้กระทรวงคลังยกเลิกมาตรการดังกล่าวและกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการประชารัฐฯ” นายพรายพลกล่าว
นายพรายพลกล่าวด้วยว่า สนับสนุนและเห็นด้วยที่ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอี มีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ที่สนใจ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและทิศทางการพัฒนา “โครงการ TH-AI Passport” ในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 โดยมองว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมท่ามกลางกระแสความเห็นที่แตกต่างกันในสังคม ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับโครงการ
นายพรายพลกล่าวว่า ขณะนี้ยังมีข้อถกเถียงหลายด้านเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว โดยบางส่วนกังวลเรื่องความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมองว่ารัฐควรให้การสนับสนุนเทคโนโลยี AI ที่พัฒนาโดยคนไทยมากขึ้น ดังนั้น การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจึงถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยให้ทุกฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองและนำข้อคิดเห็นต่างๆ มาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ หากประเด็นมีความซับซ้อนหรือยังมีข้อโต้แย้งจำนวนมาก การรับฟังความคิดเห็นไม่จำเป็นต้องจัดเพียงครั้งเดียว แต่สามารถจัดเป็นหลายรอบได้ โดยเริ่มจากการนำเสนอแนวคิดเบื้องต้นและรับฟังข้อกังวลจากทุกฝ่าย ก่อนจะนำไปสู่การหารือเชิงลึกในประเด็นรายละเอียดเพิ่มเติมในครั้งต่อไป
“การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นต่อกัน เป็นเรื่องที่ดีในระบอบประชาธิปไตย” นายพรายพลกล่าว



