“สุริยะ” เตรียมบินไปมาเลเซีย แก้ปมแบนกุ้งไทย แลกย่นเวลาตรวจนำเข้าปลากะพง เชื่อ วิน-วินทั้งคู่
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีมาเลเซียแบนการนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่า ตนไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งสาเหตุของการแบน เนื่องจากกรมประมงมีการตรวจสอบการนำเข้าปลากระพงจากมาเลเซีย ซึ่งขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารใช้เวลานาน ทำให้ทางมาเลเซียมองว่า เรื่องนี้เป็นอุปสรรคในด้านการค้า
ส่วนที่มีการพิจารณาล่าช้านั้น นายสุริยะ ชี้แจงว่า ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องการทำให้เกิดความละเอียดรอบคอบ โดยมองในมุมเดียว แต่เมื่อตนได้พูดคุยกับอธิบดีกรมประมงก็ได้รับยืนยันว่า จะย่นระยะเวลาตรวจสอบลงได้ แต่ยังคงมาตรฐานเดิม
นายสุริยะ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ทางนายกรัฐมนตรีมาเลเซียก็ทราบเรื่องแล้ว และได้ทำหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ว่า อยากให้ฝ่ายไทยช่วยอำนวยความสะดวกรในการนำเข้าปลากระพง เพราะทางฝ่ายมาเลเซียก็ได้สั่งการไปยังกรมประมงของเขาให้อำนวยความสะดวกในการนำเข้ากุ้งแล้ว
ทั้งนี้ นายสุริยะ กล่าวว่า ตนได้ทำหนังสือไปยังนายดาโต๊ะซรี มูฮัมหมัด ซาบู (Datuk Seri Mohamad Sabu) รมว.เกษตรและความมั่นคงด้านอาหารของมาเลเซีย เพื่ออยากให้มีการแก้ปัญหาที่ถาวร และได้แจ้งมาเลเซียว่า ตนพร้อมเดินทางไปพูดคุยในวันพุธหน้า (17 มิถุนายน) ซึ่งเราสามารถแก้ปัญหานี้ได้ จะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการไทยที่สามารถส่งออกกุ้งไปมาเลเซียได้ และผู้บริโภคของมาเลเซียก็จะได้ประโยชน์ที่ได้ราคากุ้งที่ถูกลง รวมถึงผู้บริโภคไทยก็ได้ราคาปลากระพงที่ดีขึ้น และถือว่า วิน-วินทั้งสองฝ่าย
“ที่ทำหนังสือก็ขอให้มาเลเซีย ยกเลิกแบนกุ้งไทยก่อน และที่ผ่านมาการเจรจาระดับเจ้าหน้าที่ของไทยและมาเลเซีย ก็ขอให้คุยกันเบื้องต้นก่อน พอผมไปจะได้ง่ายขึ้น”นายสุริยะ
สำหรับแนวทางการไปเจรจากับประเทศมาเลเซีย เพื่อให้หยุดระงับการนำเข้ากุ้งจากไทย นายสุริยะ ระบุว่า เบื้องต้นได้ทำหนังสือไปยังมาเลเซียเพื่อให้ขอให้ยกเลิกคำสั่งระงับก่อน โดยได้รับรายงานว่าที่ผ่านมามาเลเซียปฏิเสธการเจรจา ดังนั้นก่อนที่จะเดินทางไปเจรจา จึงขอให้รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารมาเลเซีย สั่งการเจ้าหน้าที่เพื่อเจรจาเรื่องนี้ในเบื้องต้นก่อน
ส่วนการเดินทางไปเจรจาด้วยตนเองจะสามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่นั้น นายสุริยะ ระบุว่า เรื่องนี้ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ดังนั้นในระดับนโยบายก็น่าจะเป็นไปได้ที่จะจบ

