หน้าแรก เศรษฐกิจ วราวุธสั่ง ก....

วราวุธสั่ง ก.อุตฯ เช็กคุณภาพผลิตภัณฑ์ หากไม่ได้มาตรฐานสั่งโละทิ้งทั้งล็อต

10.06.26 | 17:44 น.

วราวุธสั่ง ก.อุตฯ เช็กคุณภาพผลิตภัณฑ์ หากไม่ได้มาตรฐานสั่งโละทิ้งทั้งล็อต

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงมาตรการกำกับดูแลอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และเลขาธิการ สมอ. ดำเนินการเข้าตรวจสอบโรงงานเหล็กที่มีอยู่ประมาณ 40 แห่งทั่วประเทศอย่างเร่งด่วน โดยการตรวจสอบจะครอบคลุมทั้งในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมาและขั้นตอนการผลิตทั้งหมด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน

หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็นเทคโนโลยีการผลิตแบบใด แต่ประเด็นหลักคือผลิตภัณฑ์เหล็กที่ผลิตออกมานั้นต้องได้มาตรฐานตามที่ สมอ. กำหนดไว้ หากพบว่าเหล็กในล็อตใดไม่ได้มาตรฐานจะต้องดำเนินการกำจัดหรือโละทิ้งทั้งล็อตทันที แต่หากได้มาตรฐานจึงจะอนุญาตให้ส่งถึงมือผู้บริโภคได้ ทั้งนี้จะมีการส่งทีมเข้าสุ่มตรวจทุกๆ 2 สัปดาห์ โดยโรงงานที่มีข้อร้องเรียนหรือมีปัญหามากจะเพิ่มความถี่ในการเข้าตรวจให้มากขึ้น

สำหรับประเด็นที่หน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงคมนาคม และกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีหนังสือคำสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวของไม่ให้ใช้เหล็กที่ผลิตจากเตาหลอมระบบอินดักชั่น (IF) ในงานก่อสร้างนั้น ถือเป็นสิทธิที่สามารถทำได้และมีความถูกต้อง เนื่องจากเหล็กที่ผลิตจากเทคโนโลยีที่ต่างกันจะมีคุณสมบัติที่ต่างกัน จึงมีความเหมาะสมกับการก่อสร้างในรูปแบบที่แตกต่างกันไป

ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาความสับสน กระทรวงอุตสาหกรรมได้สั่งการให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เร่งจัดทำคู่มือสำหรับประชาชนและหน่วยงานต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจว่าเหล็กลักษณะใด หรือที่ผลิตจากเทคโนโลยีแบบใด ควรจะใช้กับการก่อสร้างประเภทใดจึงจะเหมาะสมที่สุด

นอกจากนี้ นายวราวุธยังมอบหมายให้ สมอ. เร่งออก มอก. โดยแยกตามประเภทของเทคโนโลยีการผลิตให้ชัดเจน กล่าวคือแยกมาตรฐานเหล็ก IF กับเหล็ก EF เนื่องจากเทคนิคการผลิตที่ต่างกันย่อมทำให้ได้คุณสมบัติของเหล็กที่ต่างกัน โดยตั้งเป้าให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2-3 เดือน ทั้งนี้ แม้จะมีประเด็นเรื่องประเภทของเตาหลอม แต่อยากจะย้ำว่า หัวใจสำคัญคือเหล็กที่ผลิตออกมาต้องได้มาตรฐานตามที่ สมอ. กำหนดไว้ หากตรวจพบว่าไม่ได้มาตรฐานจะต้องทำการโละทิ้งทั้งล็อตทันที เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

Advertisement

“เราจะทำคู่มือออกมาว่าเหล็กลักษณะใดควรใช้กับการก่อสร้างแบบใด ซึ่งกรณีที่หน่วยงานรัฐอื่นๆ เช่น กระทรวงคมนาคม หรือ กทม. มีการกำหนดสเปกไม่ใช้เหล็กบางประเภทนั้น ถือเป็นสิทธิที่ถูกต้องเพราะเหล็กแต่ละชนิดมีคุณสมบัติเหมาะกับงานก่อสร้างที่ต่างกัน พร้อมทั้งให้จัดทำคู่มือสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการ เพื่อทำความเข้าใจว่าเหล็กที่ผลิตจากเทคโนโลยีแต่ละแบบมีความเหมาะสมกับการก่อสร้างในลักษณะใด ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า” นายวราวุธกล่าว

นายวราวุธ กล่าวย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีต้องรอบคอบ และคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาวและขั้นตอนทางกฎหมาย เนื่องจากการบังคับให้เปลี่ยนเทคโนโลยีต้องมีระยะเวลาที่ชัดเจน หากมีการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับบ่อยครั้งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะปัจจุบันที่เริ่มมีการพูดถึงเทคโนโลยีเหล็กสีเขียว (Green Steel) ซึ่งเป็นแนวโน้มในอนาคต

ทั้งนี้ ในวันที่ 11 มิถุนายน จะนำข้อเท็จจริงเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกับสภาฯ และมองว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำความเข้าใจกับประชาชนถึงขั้นตอนการกำกับดูแลโรงงานเหล็ก นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะตั้งคณะทำงานตรวจสอบโดยอาจเชิญสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จากฝ่ายค้านเข้ามาร่วมตรวจสอบในพื้นที่จริง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและไม่มีการปกปิดข้อมูลใดๆ เนื่องจากกระทรวงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นอันดับแรก