หน้าแรก เศรษฐกิจ ระเบียบโลกเปล...

ระเบียบโลกเปลี่ยน นัยต่อการค้า ลงทุน และกลยุทธ์เศรษฐกิจไทย

11.06.26 | 12:20 น.

ระเบียบโลกเปลี่ยน นัยต่อการค้า ลงทุน และกลยุทธ์เศรษฐกิจไทย

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ โดย นุวัต หนูขวัญ และ ฐิติ ทศบวร ร่วมวิเคราะห์สถานการณ์ระเบียบโลกในปัจจุบันเชื่อมโยงต่อประเทศไทย โดยระบุ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การค้าเสรี ความร่วมมือระหว่างประเทศ และระบบการเงินโลกที่เชื่อมโยงกันเป็นเครื่องยนต์สำคัญขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก

ทว่าปัจจุบันระเบียบโลกดังกล่าวกำลังถูกท้าทายจากความแตกแยกในเศรษฐกิจโลกที่กำลังก่อตัว เมื่อประเด็นด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคงของประเทศ เข้ามามีน้ำหนักเหนือ “ประสิทธิภาพ” ทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ โจทย์สำคัญคือ ในสถานการณ์แบบนี้ ประเทศต่างๆ ควรปรับนโยบายอย่างไร เพื่อหาจุดสมดุลระหว่าง “การคว้าประโยชน์จากการเชื่อมโยงโลก” ควบคู่ไปกับ “การสร้างภูมิคุ้มกัน” ให้ธุรกิจและภาคครัวเรือน

ระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคือ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่เริ่มตั้งแต่ปี 2018 และยังคงส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ความเข้มข้นของมาตรการทางการค้ายิ่งเพิ่มขึ้นในยุค “ทรัมป์ 2.0” เมื่อสหรัฐปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของตนเอง ควบคู่กันนั้น หลายประเทศได้หันกลับมาใช้นโยบายอุตสาหกรรม (Industrial Policy) เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของตน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยี พลังงานสะอาด หรือเซมิคอนดักเตอร์ ขณะเดียวกัน มาตรการทางเศรษฐกิจเชิงบีบบังคับ เช่น การคว่ำบาตรทางการค้า การจำกัดการส่งออก และการควบคุมเทคโนโลยี กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศ

Advertisement

เหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางช่วงต้นปี 2026 ยังตอกย้ำให้เห็นว่า ปัจจัยด้านความมั่นคงสามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงาน การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และความผันผวนในตลาดการเงินโลก สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนว่า ระบบเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนจากยุคที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ ไปสู่ยุคที่ความมั่นคงและยุทธศาสตร์แห่งชาติมีบทบาทมากขึ้น ส่งผลให้องค์กรพหุภาคีอย่างองค์การการค้าโลก (WTO) มีบทบาทลดลงเมื่อเทียบกับอดีต ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ผู้ส่งออกต้องเผชิญข้อจำกัดจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่การแข่งขันในตลาดโลกทวีความรุนแรง เนื่องจากหลายประเทศเร่งหาตลาดใหม่รองรับสินค้าของตนเอง พร้อมใช้นโยบายอุดหนุนภาคการผลิตเพื่อเพิ่มความได้เปรียบทางการแข่งขัน ในด้านการลงทุน ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้ภาคธุรกิจต้องทบทวนแผนการลงทุนระยะยาวมากขึ้น บริษัทข้ามชาติจำนวนมากเริ่มกระจายฐานการผลิตและปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดความเสี่ยง ส่งผลให้เกิดการโยกย้ายเม็ดเงินลงทุนไปยังประเทศที่มีศักยภาพในการรองรับฐานการผลิตแห่งใหม่

ผลกระทบต่อประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย ความเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ด้านหนึ่ง ไทยได้รับประโยชน์จากการเป็นฐานการผลิตและการส่งออกสำคัญของภูมิภาค รวมถึงการย้ายฐานการลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากประเทศเดิม แต่อีกด้านหนึ่ง ไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น การกีดกันทางการค้า และการทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้าราคาถูก

นอกจากนี้ หากไทยยังคงพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าในสัดส่วนสูง หรือเป็นเพียงจุดผ่านทางของการส่งออกจากประเทศอื่น ประโยชน์ที่ควรได้รับจากการขยายตัวของการค้าโลกอาจไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ สัญญาณที่น่ากังวลคือ แม้มูลค่าการส่งออกของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมกลับแทบไม่ขยายตัว สะท้อนให้เห็นว่าความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตไทยกำลังเผชิญแรงกดดันมากขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

ท่ามกลางบริบทดังกล่าว ผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกต่างเผชิญโจทย์สำคัญในการสร้างเศรษฐกิจที่สามารถรับมือกับความผันผวนจากภายนอกได้ดีขึ้น แนวทางสำคัญประกอบด้วยการเพิ่มผลิตภาพของประเทศ การพัฒนาศักยภาพแรงงาน การกระจายตลาดส่งออกและแหล่งลงทุน การรักษาเสถียรภาพทางการคลังและการเงิน รวมถึงการสะสมกันชนทางเศรษฐกิจเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่การปิดประเทศหรือถอยห่างจากโลกาภิวัตน์ แต่คือการสร้างความแข็งแกร่งภายในประเทศควบคู่กับการรักษาประโยชน์จากความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศให้ได้มากที่สุด การหาสมดุลระหว่าง “การเปิดรับโอกาส” และ “การสร้างภูมิคุ้มกัน” จึงเป็นโจทย์สำคัญสำหรับทุกประเทศในยุคระเบียบโลกใหม่

หาคำตอบจากเวทีประชุมวิชาการนานาชาติ

เพื่อร่วมกันแสวงหาคำตอบต่อความท้าทายดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จึงร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการนานาชาติภายใต้หัวข้อ “Power, Markets, and Strategy in a Changing Global Order” วันที่ 11-12 มิถุนายน 2026 ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีนักวิชาการและผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลกร่วมนำเสนอและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประเด็นสำคัญ อาทิ นโยบายอุตสาหกรรม ภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการคว่ำบาตร ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการเงินดิจิทัล

การประชุมครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “Road to Thailand” ก่อนที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของ IMF และกลุ่มธนาคารโลกในเดือนตุลาคม 2026 ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญในการสะท้อนบทบาทของไทยต่อเศรษฐกิจโลก และสนับสนุนแนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ที่มุ่งสร้างศักยภาพให้ประชาชนและเสริมความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจไทย

เพราะในยุคที่ความมั่นคงเข้ามามีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจมากขึ้น การทำความเข้าใจระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงและเตรียมความพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่จึงเป็นภารกิจสำคัญ ประเทศที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว รักษาความสามารถในการแข่งขัน และสร้างสมดุลระหว่างการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจกับการเสริมสร้างความมั่นคงภายในประเทศ

จะเป็นประเทศที่มีโอกาสเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกในอนาคต