หอการค้าฯ ยกคณะใหญ่เยือนทำเนียบ ถกนายกฯ ชู 3 ข้อเสนอหลัก
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำคณะกรรมการฯ เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีและคณะผู้บริหารภาครัฐ เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการขับเคลื่อนประเทศไทยภายใต้ความผันผวนของบริบทเศรษฐกิจ พร้อมนำเสนอ 3 ประเด็นข้อเสนอภาคเอกชน เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการฟื้นฟูและยกระดับเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ รวมทั้งเติบโตอย่างอย่างทั่วถึงและยั่งยืน
โอกาสนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวต้อนรับ พร้อมแสดงความยินดีที่คณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเข้าพบหารือ ตลอดจนได้ฉายภาพรวมนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นและมีภูมิต้านทาน เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความสุขให้กับคนไทย

ด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการฯ พร้อมทั้งคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ร่วมนำเสนอประเด็นข้อเสนอภาคเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจแต่ละมิติ ประกอบด้วย
1.ข้อเสนอเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ประกอบด้วย
– การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติ (Zero Corruption) โดยสนับสนุนการแต่งตั้ง “คณะกรรมการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติ” โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม ตลอดจนเตรียมนำเสนอ ดำเนินการรวบรวมข้อเสนอเร่งด่วนในการทบทวนกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ และกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ ภายใต้โครงการ Reinvent Thailand โดยเตรียมเสนอต่อนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย
– การปฏิรูปภาคการเกษตรทั้งระบบ เร่งรัดการปฏิรูปภาคการเกษตรทั้งระบบ เพื่อเพิ่มผลผลิตเพิ่มรายได้โดยทันที เพื่อช่วยลดต้นทุนและสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้แก่เกษตรกรและครอบครัวกว่า 30 ล้านคน พร้อมผลักดันการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงยกระดับภาคเกษตรทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต การบริหารจัดการน้ำ การใช้เทคโนโลยี การตลาด และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้เกษตรกรไทยมีรายได้ที่มั่นคงและแข่งขันได้ในระยะยาว
– ผลักดันการเจรจาการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนของประเทศไทย โดยมีนายกฯเป็นประธานคณะทำงานเพื่อบูรณาการทุกภาคส่วน ตลอดจน ขอให้สนับสนุนธุรกิจไทยโดยเฉพาะสินค้า Made in Thailand ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทยที่เคยได้รับการส่งเสริมจาก BOI ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพิจารณาสิทธิประโยชน์หรือมาตรการใหม่
– พร้อมนี้ ยังได้เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) แต่ละด้านเพื่อให้ครอบคลุม ประกอบด้วย กรอ.พาณิชย์ กรอ.เกษตร กรอ.ด้านท่องเที่ยว กรอ.การศึกษา กรอ.AI & Technology กรอ.พลังงาน กรอ.โลจิสติกส์ และ กรอ. SMEs

2.ข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย
1) การกระตุ้นกำลังซื้อและการบริโภค อาทิ “คนละครึ่งพลัส / ไทยช่วยไทยพลัส”เพื่อกระจายการบริโภคไปสู่เมืองรอง
2) การลดต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพ เร่งรัดการลดค่าพลังงานทั้งน้ำมัน ค่าไฟฟ้าและก๊าซหุงต้ม
3) การเสริมสภาพคล่องของ SMEs ผ่านมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และขอให้มีการจัดตั้งโครงการค้ำประกันสินเชื่อของธนาคารของรัฐในลักษณะเดียวกับโครงการ SMEs Credit Boost ของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาผู้ประกอบการ SMEs ที่ไม่สามารถขอสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์ได้
นอกจากนี้ ขอให้มีการจัดระเบียบและเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้ประกอบการ SMEs (Cleansing Data) เพื่อทราบถึงข้อมูลผู้ประกอบการ SMEs ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ในการใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาและส่งเสริม SMEs แบบมุ่งเป้าได้อย่างตรงจุด
4) การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและภาระหนี้สินของประชาชน ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ และการพักชำระหนี้
5) การปกป้องตลาดภายในประเทศและเสริมความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ป้องกันการทุ่มตลาดหรือการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
6) ส่งเสริมการส่งออกและการค้าระหว่างประเทศ มุ่งหน้าตลาดใหม่ ปรับปรุงมาตรการภาษีนำเข้าวัตถุดิบเพื่อลดต้นทุนการผลิต
7) ฟื้นฟูภาคการเกษตรและยกระดับรายได้เกษตรกร เน้นการวางแผนการผลิตตรงความต้องการของตลาด
8) การส่งเสริมการท่องเที่ยวและภาคบริการ ยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมให้สะดวก
9) การปฏิรูประบบราชการและเสริมสร้างระบบธรรมาภิบาล โดยเน้นความโปรงใสและนำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อลดต้นและความโปร่งใสในการให้บริการ
10) การพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ชายแดน โดยเยียวยาฟื้นฟูจังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบเช่นชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นต้น
นอกเหนือจากนั้น ยังมีประเด็นเกี่ยวเนื่องสำคัญที่ผลักดันต่อรัฐบาล ประกอบด้วย แนวทางการตรวจสอบย้อนหลังกรณีจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาของภาครัฐ (Post Audit) โดยกำหนดเงื่อนไขไว้ใน TOR เพื่อให้การลงทุนเกิดประโยชน์สูงสุด, มาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมเข้มข้น (เร่งด่วน) อาทิ การต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าว การแก้ไขปัญหา e-Work Permit ตลอดจนการยกระดับศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ เช่น ปรับปรุงหลักเกณฑ์เขตปลอดอากรหอศิลป์ (Art Free Zone) เพื่อยกระดับและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมและการเรียนรู้ของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ

3.แผนพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค 5 ภาค ซึ่งแบ่งตามกลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย
– ด้านเกษตรและอาหาร 3 โครงการ : (1) การพัฒนาและยกระดับผลไม้ประเทศไทย (ระดับประเทศ) เพื่อมุ่งยกระดับการพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานผลไม้ไทยทั้งประเทศ โดยเสนอให้มีจัดตั้ง “คณะกรรมการผลไม้แห่งชาติ” (2) การยกระดับกาแฟโรบัสต้าประเทศไทยสู่พืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง (นำร่องที่ภาคเหนือ) (3) การยกระดับมาตรฐานเกษตรปลอดภัย ขับเคลื่อนเกษตรกรไทยสู่ระดับสากล
– ด้านท่องเที่ยว : 5 โครงการ (1) โครงการยกระดับความปลอดภัยนักท่องเที่ยว Andaman Tourism Safety Sandbox (นำร่องจังหวัดภูเก็ต กระบี่ พังงา) (2) โครงการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขง (3) โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวสุขภาพภายใต้ระเบียงเศรษฐกิจเวลเนสอันดามัน (Andaman Wellness Corridor) (4) โครงการพัฒนาและส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวชายฝั่งอ่าวไทย Thailand Riviera (5) การปรับปรุงระบบการบริหารจัดการให้มีความยั่งยืน
– ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม: การแก้ไขปัญหาหมอกควัน Pm 2.5 และไฟป่าภาคเหนือ ซึ่งเกิดขึ้นเกือบทุกภาคและเป็นปัญหาที่สะสมต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี กระทบต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง โดยเสนอให้มีการตั้ง “ศูนย์ประสานงานร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน” เพื่อร่วมบริหารจัดการแนวทางเฝ้าระวัง ป้องกัน และปราบปรามปัญหาหมอกควันอย่างเป็นระบบ
จากการหารือ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล เล็งเห็นความสำคัญแต่ละประเด็นโดยเห็นควรให้จัดตั้งกลไก กรอ.ด้านต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจแต่ละมิติอย่างต่อเนื่อง พร้อมนี้ ขอให้หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ช่วยประชาสัมพันธ์การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ตลอดจน มาตรการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ไปยังเครือข่ายเพื่อเป็นหมุดหมายสำคัญในการดึงดูดการลงทุนและเป็นกลไกสำคัญของการสร้างความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ต่อไป

