ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ค. 69 ร่วงต่ำสุดรอบ 3 ปีครึ่ง เครียดสงครามตะวันออกกลาง-น้ำมันแพง
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประจำเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 49.5 ปรับตัวลดลงจาก 50.6 ในเดือน เมษายน 2569 โดยปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 42 เดือน หรือ ในรอบ 3 ปีครึ่งนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 เป็นต้นมา เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน และราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชน
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า การที่ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงคราม ราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง นายธนวรรธน์ กล่าวว่า แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมิถุนายน 2569 จะมีการปรับตัวดีขึ้นหลังจากรัฐบาลเริ่มอัดฉีดเม็ดเงินโครงการไทยช่วยไทยพลัส ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน 2569 โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจเดือนละ 5-6 หมื่นล้าน หากรวมกับวงเงินงบประมาณ 1.7 แสนล้านบาทของรัฐบาลแล้ว ก็จะทำให้มีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจราว 2- 2.5 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะเม็ดเงินไทยช่วยไทยพลัสส่วนใหญ่จะไหลเข้าไปยังกลุ่มผู้ประกอบการ เอสเอ็มอีซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานราก เชื่อว่าช่วยประคองให้เอสเอ็มอีไม่ต้องปิดกิจการ
“ขณะนี้เศรษฐกิจไทย ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่ยังมีการเติบโตแบบเคเชฟกระจายไม่ทั่วถึง เชื่อว่าหลังจากนี้จะเริ่มฟื้นตัวไปจนถึงสิ้นปี คาดว่าทั้งปีนี้จีดีพีจะโต 1.6-2% และมีโอกาสโตเกิน 2% ซึ่งก็ต้องรอดูผลบวกจากไทยช่วยไทยพลัสว่าจะช่วยกระตุกเศรษฐกิจได้แค่ไหน รวมไปถึงสถานการณ์สงครามว่าจะยืดเยื้อรุนแรงหรือไม่” นายธนวรรธน์ กล่าว
รายงานจากทาง ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ทางศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ โดยอยู่ระหว่างติดตามความชัดเจนของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ว่าจะมีแนวโน้มและระดับความรุนแรงมากน้อยเพียงใด รวมถึงจะสามารถยุติได้ในระยะเวลาใด ขณะเดียวกันยังจับตามาตรการของภาครัฐในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะสงครามและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนประสิทธิผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจว่า จะสามารถเร่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้มากน้อยเพียงใด ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 43.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 47.5 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 57.9 ทั้งนี้ สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมิถุนายน 2569 จะเป็นเครื่องชี้วัดทิศทางความเชื่อมั่นของผู้บริโภคว่าเริ่มกลับมามั่นใจในภาวะเศรษฐกิจไทยทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอย่างไร หลังจากที่รัฐบาลเริ่มอัดฉีดเม็ดเงินภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัสในเดือนมิถุนายน เป็นต้นไปรวม 4 เดือนจนถึงเดือนกันยายน 2569

