ความพร้อมประเทศไทย ฮับ‘ฟู้ดซีเคียวริตี้’
ความมั่นคงทางอาหาร หรือ ฟู้ดซีเคียวริตี้ (Food Security) ที่ประกอบไปด้วย การมีปริมาณอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของผู้คน การที่สามารถเข้าถึงอาหารเพื่อบริโภคได้ การใช้ประโยชน์จากอาหารต่อร่างกาย และมีความเสถียร ไม่ผันผวนจากสภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ หรือวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเรื่องนี้ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย หยิบขึ้นมาเป็นประเด็นอีกครั้ง ทั้งในแง่เตรียมความพร้อมและแง่ของโอกาส ผลจากความวิตกกระแส “ซุปเปอร์เอลนีโญ” เสี่ยงเกิดทั้งพายุและแล้งรุนแรง
ไม่แค่รัฐบาล “อนุทิน” ให้ความสำคัญและสนับสนุนการสร้างโอกาสเชิงการค้า ด้วยไทยมีความพร้อมตามองค์รวม “ฟู้ดซีเคียวริตี้” ภาคผลิตและการค้าระหว่างประเทศก็ตื่นตัวกับความมั่นคงทางอาหารเช่นกัน
นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท LACO และกรรมการบริษัท LACO INNOTECH กล่าวถึงความมั่นคงทางอาหารว่า ในช่วงหลังมานี้ เราเจอผลกระทบเรื่อง Climate Change สูงมาก ฉะนั้นมันจะมีผลกระทบทั้งเรื่องการผลิต ความไม่แน่นอนในการทำเกษตร ซึ่งเกษตรถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตอาหาร อันนี้ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือภาคเอกชนที่เป็นผู้ประกอบการ จำเป็นต้องปรับตัว รวมถึงภาคเกษตรกรรมที่เป็นเครือข่ายเกษตรกรด้วย เพื่อให้ปัญหาเรื่องความมั่นคงของอาหาร หรือความยั่งยืน มีนโยบายและมีทิศทางดีขึ้น ในยุคใหม่ ต้องใช้นวัตกรรมสมัยใหม่ บวกกับใช้เทคโนโลยี รวมถึง AI ช่วยวางแผนทิศทาง หรือผลกระทบที่เกิดขึ้น ช่วงหลัง Geopolitics มีผลกระทบค่อนข้างเยอะมาก ประเทศไทยถือว่าเป็นจุดที่ค่อนข้างมีโอกาสในการต่อยอด จากเป็นประเทศเกษตรกรรม เป็นประเทศที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มเรื่องของอาหาร และต่อยอดจากนโยบายเมื่อก่อนที่เรียกว่าเป็นครัวของโลกให้ดีกว่าเดิม เพียงแต่ต้องปรับทั้งตัวเกษตรกรเอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องความรู้ การผลิตคุณภาพที่ดี และมีผลผลิตที่ดีขึ้น จะเป็นจุดเปลี่ยนแก้ปัญหาเรื่องของความมั่นคงทางอาหารมีสถานการณ์ที่ดีขึ้น
ในส่วนภาครัฐ อันที่ 1 ส่วนหนึ่งเรื่องของนโยบายแต่ละกระทรวง เท่าที่ดูจะแยกกันทำงาน อย่างกระทรวงเกษตรรับผิดชอบโดยตรงภาคผลิต กระทรวงพาณิชย์ดูแลการค้าขาย กระทรวง อว. ดูแลเรื่องวิจัยนวัตกรรม และมีหน่วยงานอื่นๆ อีก ถ้าสามารถทำงานร่วมกันแบบเป็นทีม และมีเป้าหมายชัดเจนว่าไทยจะไม่มองเฉพาะเรื่องความมั่นคงอาหารเท่านั้น แต่มองเรื่องสร้างการเติบโตของผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนในโลกยุคใหม่ จะช่วยให้ภาคเกษตรปรับเปลี่ยนเป็นธุรกิจอาหารแบบยั่งยืน สามารถทำให้ธุรกิจไทยมีแบรนด์ และสามารถเป็น Global Brand ได้อย่างแท้จริง ซึ่งบริษัท LACO กำลังต่อยอดจากประสบการณ์ด้านการเกษตรส่งออกเป็นหลัก เป็นธุรกิจอาหารระดับโลกที่เรียกว่า Global Food Company หากถามถึงความพร้อม ความมั่นคงทางอาหาร ผมคิดว่าโดยพื้นฐานไทยมีโอกาสแล้ว และมีตลาดใหญ่ๆ รองรับ ทั้งเอเชีย จีน อเมริกา ยุโรป และอาเซียน เพียงปรับเพิ่มเติม สร้างมูลค่าให้ได้มากขึ้น อีกทั้งส่วนหนึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีนวัตกรรม ศึกษาเรื่องพวกนี้ได้ สิ่งที่รัฐบาลน่ามีโอกาสช่วยได้มากกว่านี้ คือ กลุ่มผู้ประกอบการ SME และ Start-up รุ่นใหม่ เพียงอาจดู Sector ที่สามารถทำให้ผู้ประกอบการไปเติบโตในต่างประเทศ ผมมองว่าคนยุคใหม่ โดยเฉพาะ Gen Y และ Gen Z เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์สูง มีความเป็นผู้ประกอบการสูง และใช้เทคโนโลยีเก่ง เรียนรู้เร็ว ฉะนั้นต้องสนับสนุนกลุ่มอย่าง SME หรือเรียกว่าเป็น Entrepreneur รุ่นใหม่ดีกว่า
เอลนีโญรอบนี้ น่าจะมีผลกระทบ เกษตรกรคงพอรับทราบ ซึ่งรัฐบาลต้องดูว่ามีมาตรการ นโยบายอะไรที่จะป้องกันก่อนเกิดปัญหา ดีกว่าค่อยมาตามแก้ภายหลัง เอลนีโญอาจไม่ได้มีผลต่อต้นทุนในลักษณะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ แต่มีผลเรื่องของการขาด Supply มากกว่า ชอร์ต Supply กลายเป็นเสียโอกาสขาย ไม่ใช่เรื่องต้นทุนอย่างเดียว อีกเรื่องคือเรื่องกระทบคุณภาพ พอมีภัยแล้ง น้ำท่วม ปริมาณหายไป คุณภาพบางทีไม่ได้ตามสเปก สำหรับบริษัท เตรียมมาตั้งแต่ต้นปี วางแผนเรื่องการผลิต เราปลูกปีละ 3 ครั้ง นำการใช้ Database ข้อมูลมาช่วยในการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น ให้มีผลผลิตต่อไร่ที่ดีขึ้น เราเน้นวางแผนการผลิตมากกว่า เพื่อให้ไม่เกิดของขาด เน้นคุณภาพและผลผลิตต่อไร่เป็นหลัก เพื่อรองรับในระยะยาว จากประสบการณ์ที่เราเจอหลายปี จากเมื่อก่อนเราเน้นขายสินค้าเกษตรเป็นหลัก ตอนนี้กำลัง Transform ให้เป็นธุรกิจอาหาร พอเป็นธุรกิจอาหาร เราสามารถเอาสเปกอื่นที่ไม่ใช่เฉพาะสเปกลูกค้า OEM มาทำเป็นสินค้าได้ อนาคตอาจเป็นเครื่องดื่ม และลดปัญหาแข่งขันเรื่องราคาด้วย
ด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ กล่าวว่า ความมั่นคงทางอาหารจะยั่งยืน พื้นฐานที่ดีที่สุด คือทำให้ต้นทุนมันถูกลง ต้องช่วยเกษตรกรหรือชาวนาให้เขาเข้าถึงแหล่งน้ำ ตอนนี้ปัญหาบ้านเราที่เยอะที่สุดคือแหล่งน้ำมันไม่สมบูรณ์ ทำอย่างไรให้มีระบบชลประทาน เพื่อให้พวกเขาปลูกข้าวโพดได้ 2 ฤดู บางพื้นที่ได้แค่ฤดูเดียวคือทรัพย์สินชิ้นเดียวกัน ทำได้ 1 รอบ ทำได้ 2 รอบ ต้นทุนมันต่างกันมหาศาล ทำอย่างไรให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ดังนั้น เรื่องน้ำและระบบน้ำ เพื่อให้ภาคเกษตรที่เป็นคนจำนวนมากของประเทศ สามารถทำรอบการผลิตได้ดีขึ้น เดี๋ยวน้ำเกิน เดี๋ยวน้ำขาด มันไม่ไหว เพราะฉะนั้นน้ำสำคัญมาก ถ้าน้ำดี ต้นทุนก็ลดลง พอต้นทุนลดลง ทำให้ราคาหมู ราคาไก่ และสินค้าอื่นๆ ลดลงตามได้ด้วย พอต้นทุนลดแล้วส่งออกก็แข่งขันได้มากขึ้น สินค้าเกษตรกับสินค้าอุตสาหกรรมทั่วไป เช่น เก้าอี้หรือสินค้าอุปโภคบริโภค มันต่างกันมาก สินค้าเหล่านั้นผลิตตาม Demand กับ Operation ที่วิ่งไปด้วยกัน พอ Demand เยอะก็ผลิตเยอะ Demand น้อยก็ผลิตน้อย มันปรับได้ แต่เกษตรมันไม่สามารถปรับได้ อันนี้คือสิ่งที่คนมักนึกไม่ถึง สินค้าทั่วไป ถ้าขายไม่ดี เราลดการผลิตลงได้ แต่เกษตรทำไม่ได้ ปลูกอ้อยมาแล้วมันก็ต้องปลูกต่อไป จะบอกให้มันหยุดโตก็ไม่ได้ เลี้ยงสัตว์ก็หยุดไม่ได้ เพราะฉะนั้น Demand กับ Supply มันแยกกันจัดการ Demand อยู่ฝั่งหนึ่ง Supply อยู่อีกฝั่งหนึ่ง ดังนั้น การจัดการสินค้าเกษตรต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือ การจัดการ Demand หาแหล่งขายให้มากขึ้น และการจัดการ Supply ดูปริมาณการผลิตที่เหมาะสม
ปัญหาของเราคือฝั่ง Demand ทำได้ดีพอสมควร แต่ฝั่ง Supply ยังทำได้ไม่ลึกพอจะทำอย่างไรให้ควบคุมปริมาณการผลิตของทุกสินค้า ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง มังคุด ทุเรียน ไก่ หรือหมู ให้มีปริมาณที่เหมาะสมที่สุดอันนี้คือสิ่งที่เรายังทำได้ไม่ดีพอ เราจึงเจอปัญหาว่า พอมะม่วงราคาดี ทุกคนก็แห่ปลูกมะม่วงจนราคาตก แล้วก็เลิกปลูก เปลี่ยนไปปลูกอย่างอื่น เพราะไม่มีการจัดการจริงๆ แล้วต้องวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง Demand กับ Supply ของสินค้าเกษตรแต่ละชนิด ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร ธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ใช่ของสด ไม่ใช่สินค้าที่ต้องปลูก ต้องใช้เวลา และเสื่อมสภาพได้ สามารถบริหาร Supply ได้ง่ายกว่า แต่ธุรกิจเกษตรทั้งหมด Supply ต้องถูกแยกมาจัดการโดยเฉพาะ ความสัมพันธ์ระหว่าง Demand และ Supply ไม่เท่ากัน
ขณะที่ นายธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวสารบรรจุถุง “ไก่แจ้” กล่าวว่า เห็นด้วยที่จะให้ความสำคัญและใช้ประโยชน์เรื่องความมั่นคงด้านอาหารของโลก ไทยเป็นเมืองเรื่องของอาหารอยู่แล้ว เรามีวัตถุดิบ เป็นประเทศที่ปลูกของได้ มีคุณภาพมาก ผมมองเป็นโอกาสที่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่อยากให้ต่อยอดกว่านั้น คือ นอกจากแค่เป็นเมืองอาหาร ต้องเป็นเมืองอาหารคุณภาพ คำว่าคุณภาพ คือทั้งรสชาติ ความปลอดภัย มาตรฐานต่างๆ แล้ว ต้องเป็นเมืองแห่งอาหารที่สร้างความแตกต่าง ไม่ใช่ข้าวที่ไหนก็ได้ ข้าวต้องข้าวไทย ต้องทำให้เขารู้ได้ว่าทำไมต้องข้าวไทย เพราะไม่งั้นคนจะมองว่าข้าวคือ Commodity ซื้อข้าวที่ไหนก็ได้ เวียดนาม เขมร ก็ได้ ต้องทำให้ข้าวไทยคืออันดับ 1 ของโลก นั่นคือต้องสื่อสารมากขึ้น ไม่ใช่แค่ภาคเอกชน ภาครัฐควรเป็นหัวเรือนำ ทำให้ชาวโลกเข้าใจไม่ใช่แค่ข้าว แต่เป็นคลังอาหารของโลกได้จริง เพราะถ้าทุกคนมองว่าเป็น Commodity มูลค่าจะต่ำ วันนี้ไทยเราต้องแข่งที่อาหารและคุณภาพ เห็นด้วยให้สนับสนุนตั้งแต่ต้นน้ำ อย่างพันธุ์ข้าว ต้องพัฒนาพันธุ์ข้าว เรื่องความขาว ความหอม จำนวนผลิต และต้นทุนผลิต ตรงนี้ต้องใช้นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ มาโฟกัสเรื่องนี้จริงจัง แล้วต้องลงทุนและทำแบบมีกลยุทธ์ มีทิศทางชัดเจน ตั้งแต่ตลาด ผู้บริโภค ต้องศึกษาว่าตลาดต้องการอะไร ชอบแบบไหน สร้างความแตกต่าง ต้องพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้ตอบโจทย์จริงๆ เราต้องลงทุนเรื่องการตลาด ในการสร้าง Branding อย่างชัดเจน ผมว่าไทยยังน้อยกว่าประเทศอื่น ดูอย่างเนเธอร์แลนด์หรือเวียดนาม เขาอะไรออกมาเยอะแยะมากมาย ตรงนี้ผมว่าถ้าทำได้ ไทยจะติดจรวด ถ้าเราไม่ได้มีแต้มต่อเรื่อง Branding กลายเป็นว่าคนอื่นเริ่มบอกว่าข้าวประเทศอื่นเริ่มโอเคแล้วนะ ไม่ได้ต่างอะไรกับไทย แล้วทำไมฉันต้องมาซื้อแพงกว่า พอถูกพูดแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็เริ่มกินส่วนแบ่งตลาดไทย ความแตกต่างของเรามันเริ่มไม่ชัด ตอนนี้ความเป็นข้าวไทยมันไม่ขลังเหมือนเมื่อก่อนแล้ว มันเริ่มค่อยๆ โดนทอนไปเรื่อยๆ แล้วก็เสียตลาดมากขึ้นในอนาคต ทั้งๆ ที่ทั่วโลกคนยังกินข้าวเยอะขึ้น ข้าวเป็นอาหารที่คนนิยมกินมากขึ้น แม้แต่ Fine Dining ของฝรั่งใช้ข้าวมากขึ้น ถ้าไปยุโรป อเมริกา เมนูข้าวเป็นอาหารที่หลายร้านเริ่มเอาเข้าไปใช้มากขึ้น เดี๋ยวนี้เดินไปไหนก็เจอ ไม่ใช่แค่อาหารไทยอย่างเดียว บางร้านฝรั่งเอาอาหารไทยเข้าเมนู หรืออาหารจีน อาหารเอเชียนต่างๆ ก็ใช้ข้าวเหมือนกัน
เรื่องผลผลิตไทยไม่ได้ติดปัญหา ถ้าทั่วโลกยังต้องการเพิ่ม ปีนี้ ปีที่ผ่านมา ยังอยู่ในเกณฑ์ที่โอเค ไม่ได้ขาดแคลน อีก 2 ปีจากนี้เข้าเอลนีโญ ก็กังวลเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องน้ำ ระบบชลประทานของประเทศไทย ผมว่าเวียดนามชลประทานดีมาก ปลูกข้าวได้อุดมสมบูรณ์ ถ้าไทยเราพัฒนาตรงนี้ไม่ใช่แค่ข้าวไม่เสียหาย แต่ทุกภาคเกษตรก็ต้องใช้น้ำ

