ดีอีถอย หลังเวทีรับฟัง ‘TH-AI Passport’ ปรับเป็นใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น ลงทะเบียน 1ก.ค. ปลัดพชรยันโปร่งใส “ไชยชนก”บอกไม่มีเอี่ยวกระบวนการ
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเวที TH-AI Passport Forum ระดมรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโครงการ TH-AI Passport โดยภายในงานมีทั้งนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี จากภาครัฐและภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป โดยมี นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมด้วย เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน
นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) กล่าวชี้แจงถึงความจำเป็นว่าทำไมจะต้องมีโครงการ TH-AI Passport ว่า ไทยใช้ AI ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก และกำลังถูกประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทิ้งห่างอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ดีอีมองเห็นคือ ไทยต้องเร่งขับเคลื่อนจุดนี้ เห็นความแตกต่างการใช้ AI ระหว่างเมืองกับภูมิภาคอยู่มาก กลุ่มเป้าหมายจะเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ นักเรียน นักศึกษา , บุคลากรต่างๆ และประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
นายพชร กล่าวว่า ส่วนข้อสงสัยที่ทำไมมีการเลือกใช้งบกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) กว่า 1,600 ล้านบาท เนื่องจากทำให้เกิดความรวดเร็ว งบประมาณส่วนนี้เมื่อสิ้นปีงบประมาณไม่ต้องส่งเงินกลับ จึงเหมาะที่จะนำมาใช้ประโยชน์ให้ประชาชน การดำเนินการทุกอย่างมีกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างในการควบคุม ยืนยันว่า ไม่มีการล็อกสเปก หรือฮั้วการประมูลอย่างแน่นอน กระบวนการทั้งหมดดำเนินการตามขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐตามปกติ
ด้าน นางการดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นสอบถามถึงความคุ้มค่าของงบฯ 1,600 ล้านบาท ที่จะทำให้เกิดขึ้นจริงกับประชาชน ขณะที่ นายธีระชาติ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จี้ถามนายไชยชนก ว่ารู้จักและมีความสนิทสนมกับกลุ่มบริษัทหรือผู้รับเหมาหรือไม่ โดย นายไชยชนก กล่าวยอมรับว่า “รู้จัก แต่ก็รู้จักหลายคนมากในประเทศนี้ เพราะก่อนจะมาทำงานตรงนี้ก็เคยผ่านงานในภาคเอกชนมา ดังนั้น หากจะไม่รู้จักคนที่จะชนะการประมูลงานสักคนเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่ยืนยันว่า ตนไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการ ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องแน่นอน”
ต่อมานายพชร เปิดเผยว่า กรณีฝ่ายค้านและประชาชนตั้งข้อสังเกตว่า ร่างขอบเขตและเงื่อนไขของงาน (ทีโออาร์) โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,621 ล้านบาท และโครงการ National Credit Bank มูลค่า 384 ล้านบาท มีเอกสารและรายละเอียดด้านการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อจอดิจิทัลที่คล้ายกันมาก หรือบางส่วนอาจใช้ข้อความเดียวกันนั้น เบื้องต้นในทางปฏิบัติ ต้องดูโครงการที่ผ่านมา ไม่สามารถตอบแทนเจ้าหน้าที่ได้ แต่ในทางปฏิบัติจะเห็นว่าเป็นรายละเอียดปลีกย่อยมาก เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่จะใช้วิธีดูไปมาว่า ตัวเลขอธิบายได้ใช่หรือไม่ หากอธิบายได้ก็ยกมาเลย ถือเป็นเรื่องปกติ
“ขอยืนยันว่า กระบวนการดำเนินโครงการที่ผ่านมาได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและระเบียบของภาครัฐอย่างครบถ้วน ทั้งในส่วนของการจัดซื้อจัดจ้าง การเปิดเผยข้อมูล และการดำเนินงานตามกรอบกฎหมายหากไปดูในทีโออาร์ มองว่ามีซ้ำกว่านั้นอีกเยอะ และซ้ำกว่าทุกทีของเอกสารในทางราชการ สำหรับเราถือเป็นรายละเอียดปลีกย่อย ไม่ใช่คุณสมบัติพื้นฐาน ไม่ใช่ข้อเสนอที่หากไม่มีเท่ากับเราสอบตก หรือไม่มีคุณสมบัติ เป็นคนละเรื่องกัน” นายพชร กล่าว และว่า ส่วนกรณีหากมีการแก้ไขสัญญา หลังจากรับฟังความคิดเห็นในเวที TH-AI Passport Forum ที่ต้องการระดมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของโครงการ เพื่อนำไปปรับแก้ในสัญญา กระบวนการและไทม์ไลน์ต่างๆ กว่าที่ประชาชนจะได้ใช้จากนั้น ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนความพยายามจะหาข้อยุติให้ได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อให้ทันวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ก่อนจะได้เปิดใช้งานจริงต่อไป
ต่อมานายพชร เปิดเผย ว่า ทางกระทรวงฯ ได้รับข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงและข้อครหาเรื่องงบประมาณ รัฐมนตรีฯ จึงได้รับโจทย์มาปรับแนวทางไปสู่การเจรจากับคู่สัญญาในหลักการ “ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น” เพื่อไม่ให้รัฐเสียเปรียบ หากมีประชาชนเข้ามาใช้งานไม่ถึงเป้าหมาย 5 ล้านคน
ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์เงื่อนไข TOR ที่กำหนดให้มีการประชาสัมพันธ์ผ่านจอสื่อดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อจำนวน 1,500 จอนั้น นายพชร ชี้แจงว่า เป็นเพียงรายละเอียดส่วนย่อยมาก งบประมาณในส่วนนี้อยู่ที่ประมาณ 900,000 บาททั้งโครงการ ซึ่งการทำพีอาร์เป็นเพียงหนึ่งในกิจกรรมย่อยจากภาพรวมทั้งหมดที่มีทั้งการจัดฝึกอบรมและสัมมนาทั่วประเทศผ่านสื่อออนไลน์ ออฟไลน์ และสิ่งพิมพ์ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงและเรียนรู้ระบบ AI อย่างทั่วถึง
“เราอยากให้มีความทั่วถึง ขาดแค่เดินแจกใบปลิวกับรถแห่ อยากให้ให้ความเป็นธรรมกับเราบ้าง ตอนนี้เลยขั้นตอน TOR มาแล้ว แต่อยู่ในขั้นสัญญาซื้อจ้าง ซึ่งเราสามารถเจรจาแก้ไขเพิ่มเติมได้ ภายใต้กรอบที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน” นายพชร กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีที่บนเวทีเสวนามีเพียงบริษัท ไมโครซอฟท์ (Microsoft) เข้าร่วมเพียงรายเดียว ปลัดดีอี เผยว่า เป็นเพราะกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมทำให้บริษัทต่างชาติบางแห่งกังวลเรื่องภาพลักษณ์และไม่อยากเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ไมโครซอฟท์มองว่าไม่มีปัญหาจึงยินดีเข้าร่วม งการเชิญผู้ให้บริการนั้นเป็นหน้าที่ของผู้รับจ้าง ไม่ใช่บทบาทของกระทรวงฯ ส่วนที่มีการระบุว่าหากโครงการนี้ไม่เกิดในรัฐบาลชุดนี้ อาจไม่มีโอกาสได้เกิดอีก นายพชร ชี้แจงว่าเป็นความเห็นส่วนตัวในมิติความคุ้มค่า เพราะหากไปใช้ AI เชิงพาณิชย์จะมีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำราว 259 บาทต่อเดือน แต่โครงการ TH-AI Passport มีต้นทุนเฉลี่ยเพียง 27 บาทต่อคนต่อเดือน แถมเข้าถึงโมเดล AI ได้หลากหลายกว่า ตั้งเป้าเจรจาแก้ไขสัญญาให้ได้ข้อยุติภายในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อเปิดให้ประชาชนเริ่มลงทะเบียนใช้งานได้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569



